ฉู่ยามาถึงอย่างเร่งร้อน “เหลียงหยวน รีบเปลี่ยนอาภรณ์เถิด ข้าน้อยจะคุ้มกันท่านเข้าวัง”
คราวนี้ผู้ที่ต้องเข้าวังมีสามคนซึ่งดำรงตำแหน่งเหลียงหยวน เมื่อเข้าไปในวังแล้ว ทุกแห่งล้วนมีแต่ภาพอันชวนสลด ยังไม่ทันได้เศร้าโศก ก็ถูกพาเข้าไปในท้องพระโรงของตำหนักเว่ยหยางแล้ว
เบื้องหน้ามีผู้คนคุกเข่าอยู่แน่นขนัด ฝั่งซ้ายเป็นบุรุษ ฝั่งขวาเป็นสตรี เมื่อพวกนางมาถึง ก็มีคนเปิดทางให้ นางกำนัลจากตำหนักเว่ยหยางพาพวกนางไปคุกเข่าด้านหลังเหลียงตี้ฉีและเหลียงตี้เผย ถัดไปข้างหน้าคือเหล่าพระสนมในวังที่มีตำแหน่งตั้งแต่ระดับปินขึ้นไป
ส่วนด้านหลังเป็นเหล่าขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์ ราชวงศ์ และครอบครัวขุนนางที่จักรพรรดิฉางจื้อทรงให้ความสำคัญ ผู้ที่มาร่วมงานได้ก็มีเพียงภรรยาเอกของบุตรชายคนโตในแต่ละตระกูลเท่านั้น ถัดจากนั้นไปก็ทำได้เพียงคุกเข่าคารวะอยู่ในตำหนักข้างหรือด้านนอกท้องพระโรง
ยามนี้ท้องพระโรงทั้งแห่งเงียบสงัด ทุกคนไม่กล้าเอ่ยปาก ต่างก้มหน้าฟังความเคลื่อนไหวเบื้องบน
พระสติของจักรพรรดิฉางจื้อพร่าเลือนอย่างยิ่ง ทว่าพระหัตถ์ยังคงกุมมือหรงฮองเฮาไว้แน่น ราวกับทรงต้องการเหนี่ยวรั้งบางสิ่งไว้อย่างสุดกำลัง
พระองค์พยายามลืมพระเนตร อยากทอดพระเนตรนางให้ชัด พระโอษฐ์เผยอเล็กน้อย “หรง…หรงเอ๋อร์ เป็นเรา…ที่ผิดต่อเจ้า ดูแลตัวเองให้ดี…ดูแลตัวเองให้ดี…”
มีเพียงประโยคเดียว ทรงกล่าวซ้ำไปซ้ำมา
หรง คือชื่อเล่นของฮองเฮา
ในวันที่ทรงคาดการณ์ว่าพระองค์ใกล้จะสิ้นพระชนม์ ในที่สุดก็เริ่มสำนึกเสียใจต่อการตามใจโอรสและสนมคนโปรดในอดีต สิ่งที่ยังปล่อยวางไม่ได้เหลือเพียงภรรยาเอกผู้เคียงข้างพระองค์มาหลายปี
“หรงเอ๋อร์…เราผิดต่อเจ้า…”
ท่ามกลางแสงเทียนทั่วท้องพระโรง ในที่สุดจักรพรรดิฉางจื้อก็ฝืนต่อไปไม่ไหว พระวรกายหมดเรี่ยวแรง พระพักตร์ชราที่ซีดเซียวค่อย ๆ คลายตัว พระเนตรปิดลงอย่างช้า ๆ
