หลังสนทนากันไปสามรอบ ด้านนอกก็มีนางกำนัลผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างแผ่วเบา นางยอบกายคำนับแล้วกราบทูลเสียงเบา “ทูลไทเฮา ฝ่าบาทยังทรงมีพระราชกิจอยู่ จึงเสด็จมาไม่ได้เพคะ แต่ฝ่าบาททรงรับสั่งเป็นพิเศษให้ส่งขนมมาหลายจาน”
หลังบุตรชายคนโตของตระกูลหลี่ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง ความสัมพันธ์ระหว่างไทเฮากับโอรสก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย หากเป็นเมื่อก่อน ไทเฮาจะเรียกถังอวิ๋นมาเสวยพระกระยาหารได้อย่างไร แล้วถังอวิ๋นจะส่งคนมาถวายขนมไทเฮาหลีได้อย่างไร?
แม้เจ้าตัวจะไม่ได้เสด็จมา ทว่าอย่างไรก็นับว่าทรงแสดงความกตัญญูแล้ว
ไทเฮาหลีฟังแล้วมิได้กริ้ว “ไม่มาก็ไม่มาเถิด มีเหลียงเฟยอยู่เป็นเพื่อนข้า ให้เขาทำงานของเขาไป”
กลับมองข้ามหลี่เหม่ยเหรินไปเสียสนิท
กู้ชิงเจายิ้มพลางจับมือหลี่เหม่ยเหรินไว้ “ฝ่าบาททรงกตัญญูต่อเหนียงเหนียง ขนมจากตำหนักทรงงานเป็นสิ่งที่หม่อมฉันอยากลิ้มลองมานานแล้ว วันนี้หม่อมฉันกับหลี่เหม่ยเหรินพลอยได้รับอานิสงส์จากเหนียงเหนียงด้วยเพคะ”
ไทเฮาหลีจึงหันมามองหลี่เหม่ยเหริน “พวกเจ้านี่เป็นสองคนที่ข้าชอบที่สุดในบรรดาพระสนม อยากกินสิ่งใดจะยากอะไรเล่า?”
เวลานั้นจางหลีก็เดินเข้ามา “ไทเฮา สำรับเตรียมพร้อมแล้วเพคะ”
ไทเฮาหลีพยักหน้า กู้ชิงเจากับหลี่เหม่ยเหรินประคองนางคนละข้างไปยังห้องด้านข้างเพื่อเสวยพระกระยาหาร
เมื่อเทียบกับตำหนักฉืออันแล้ว กฎเกณฑ์ในการเสวยพระกระยาหารของตำหนักโซ่วอันมีมากกว่าและยุ่งยากกว่า
กู้ชิงเจาประคองไทเฮาประทับนั่ง คอยปรนนิบัติให้ล้างพระหัตถ์และบ้วนพระโอษฐ์ จากนั้นจัดวางอาหารตามพระประสงค์ของไทเฮาคร่าว ๆ เสร็จแล้วจึงนั่งลง ทว่ายังไม่อาจลงมือกินได้ทันที ต้องรอให้ไทเฮาเสวยก่อน เมื่อเห็นว่าอาหารรสชาติดี นางกับหลี่เหม่ยเหรินจึงจะเริ่มใช้ตะเกียบได้