เขามองหวังโย่ว แววตาที่เคยสงบนิ่งพลันไหวระริก ก่อนจะยิ้มออกมา “ไปเถิด”
คนข้างกายหัวเราะหยอกเย้า “โอ้โฮ คุณชายใหญ่ฉุย เหตุใดท่านจึงออมมือเล่า พวกเรารอชมฝีมือท่านอยู่เชียว!”
ฉุยเหมิงหัวเราะเสียงดัง “พี่ร่วมรุ่นตระกูลหวังมีความสามารถทางวรรณศิลป์เป็นเลิศ ทั้งยังร้อนใจอยากแต่งภรรยา ข้าคงขวางไว้ไม่อยู่กระมัง”
หวังโย่วพาคนฉวยโอกาสแจกซองแดงซื้อใจผู้คน พลางเบียดเข้าไปด้านใน ในที่สุดก็แหวกทางได้สำเร็จ
“ขอบคุณ”
หวังโย่วชะงักเล็กน้อยข้างกายฉุยเหมิง จากนั้นก็เบียดฝูงชน มุ่งหน้าเข้าไปด้านในอย่างเร่งรุด
เขากำลังจะไปรับเจ้าสาวของตนแล้ว
ฉุยเหมิงยืนอยู่กับที่ ผู้คนรอบกายทยอยเดินผ่านไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เขายืนท่ามกลางฝูงชน อยากยิ้มแต่กลับยิ้มไม่ออก
จู่ ๆ แขนเสื้อก็ถูกกระตุกเบา ๆ
เขาก้มหน้าลงมองอย่างประหลาดใจ “องค์ชายสอง?”
ถังอี้กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าได้ยินคนพูดกันว่า ท่านมีความสามารถโดดเด่นเป็นหนึ่งใต้หล้า ทั้งยังมีฝีมือทางวรรณศิลป์เป็นเลิศ เหตุใดเมื่อครู่จึงไม่ขวางไว้เล่า?”
เงาร่างสีแดงในฝูงชนหายลับไปแล้ว ทว่าเสียงโห่ร้องยินดีในเรือนชั้นในกลับดังขึ้นกว่าเดิม
คงรับตัวเจ้าสาวได้แล้วกระมัง
ฉุยเหมิงหลุบตายิ้มน้อย ๆ ทว่าความอ้างว้างในแววตากลับไม่อาจจางหาย
“วันนี้เป็นวันมงคล หากขัดขวางจนเกินไป ผู้ที่ลำบากก็คือเจ้าสาว” เขาเอียงกาย มองไกลไปยังปลายถนนยาว แววตาค่อย ๆ เลื่อนลอย “ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้จะขวางไว้ก็ไร้ความหมายแล้ว”
ถังอี้ฟังอย่างเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก่อนยกเท้าจะเข้าไปในเรือน แต่เห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะตามเข้าไป