ข้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของสายหลักตระกูลฉุย
ตระกูลฉุยรับราชการสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ครั้นมาถึงรุ่นบิดาก็ยิ่งสร้างผลงานความดีความชอบไว้มากมาย เมื่อบิดาเข้าสู่วัยหกสิบปี ก็ได้รับเลือกให้ไปช่วยงานรัชทายาท ณ สำนักจานฉื่อ ส่วนท่านอารองด้วยความรู้ความสามารถ จึงได้เข้ารับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาแห่งฉางซิง
ตั้งแต่เล็ก ข้าก็มีความสุขไร้กังวล ประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เกิดมาก็คาบช้อนทองมาแต่กำเนิด”
แรกเริ่มข้าไม่เข้าใจว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร ครั้นถามบิดา กลับกลายเป็นว่าได้เปิดโลกความรู้โดยบังเอิญ
ปีนั้นข้าอายุสามขวบ
ในวัยที่เด็กบ้านอื่นพากันขโมยไก่จับนก ข้ากลับติดตามท่านอารองเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแห่งฉางซิงแล้ว
ในเมืองหลวง ข้าเป็นบุตรชายของรองเจ้าสำนักจานฉื่อแห่งตระกูลฉุย ส่วนที่หย่งโจว ข้าก็เป็นหลานชายแท้ ๆ ของอาจารย์ใหญ่ฉุย ตั้งแต่บ่าวรับใช้กับเด็กถือหนังสือชั้นผู้น้อยไปจนถึงเจ้าสำนักชั้นสูง เมื่อพบข้าต่างก็กล่าวชมเชยยกย่องอยู่หลายคำ
บางทีอาจเป็นเพราะพื้นฐานที่สืบทอดจากบรรพบุรุษนั้นดีเยี่ยม ข้าจึงเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้เร็วกว่าคนวัยเดียวกันมาก ทั้งด้านการเรียนก็แทบไม่มีผู้ใดเทียบได้ นับว่าคู่ควรกับคำยกย่องที่พวกเขามอบให้
เมื่ออายุเจ็ดขวบ ข้าได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นและอ่านหนังสือลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทว่ากลับเริ่มไม่รู้จักพอ
ใคร ๆ ต่างกล่าวว่า “อ่านตำราหมื่นเล่ม เดินทางหมื่นลี้” ข้าจึงใฝ่ฝันถึงโลกอันกว้างใหญ่ที่บรรยายไว้ในหนังสือ
ยอดเขาไท่ซานทอดตัวสลับซับซ้อนเขียวชอุ่ม แสงตะวันจันทราและเมฆหมอกบนยอดเขาคุนหลุน เผิงไหลที่ปกคลุมด้วยไอหมอก หางโจวอันมีผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาล ตลอดจนควันโดดเดี่ยวเหนือทะเลทรายแดนเหนือและทะเลไผ่ทอดยาวของปาสู่ ล้วนทำให้ข้าใจลอยใฝ่หา
ข้าอยากจากหย่งโจวและเมืองหลวงไปยังสถานที่ห่างไกลกว่านี้