กลางฤดูหนาว หัวหน้ากรมพาหนะหลิวเหงื่อเย็นผุดไม่หยุด ลางร้ายในใจก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
“ในเมื่อเจ้าบ่นว่านายท่านทั้งหลายเรียกร้องมากเกินไป แค่ทำเกี้ยวคันหนึ่งยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งปี เห็นได้ว่าเจ้าไม่ใช่คนที่ทำงานเป็น” องค์ชายรัชทายาทปรายตามองอย่างเย็นชา “เช่นนั้นก็เปลี่ยนคนที่ทำงานเป็นขึ้นมารับหน้าที่เสีย”
ถ้อยคำนี้กล่าวกับอู่อิง เขารีบขานรับทันที
หัวหน้ากรมพาหนะหลิวรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ สีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ครั้นองค์ชายรัชทายาทเสด็จเข้าไปในตำหนักเจียนเจีย หัวหน้ากรมพาหนะหลิวก็รีบกอดขาอู่อิงอ้อนวอน “ใต้เท้าอู่ ท่านต้องช่วยข้าน้อยด้วย ข้าน้อยเพียงถูกความโลภครอบงำไปชั่ววูบ ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้วขอรับ”
ใครจะรู้ว่าองค์ชายทรงให้ความสำคัญกับเหลียงหยวนกู้ถึงเพียงนี้ หากรู้แต่แรก เขาคงส่งเกี้ยวมาให้ตั้งนานแล้ว
อู่อิงสะบัดขา สลัดเขาออกไป “เจ้าติดตามคนสกุลฉางผู้นั้นไปเถิด บัดนี้เขาไปที่ใด เจ้าก็ตามไปที่นั่นเสีย”
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ อู่อิงก็ยังขุ่นเคืองอยู่ในใจ
คนสกุลฉางผู้นั้นอาศัยว่ามีคนหนุนหลัง จึงคิดจะแทนที่เขามานานแล้ว ก่อนหน้านี้เขาล้มป่วยจึงมองคนไม่ออก เสียทีที่ยังอุตส่าห์กำชับสั่งสอนเรื่องราวแก่คนผู้นั้นตั้งมากมาย
เวลานี้ถือโอกาสส่งคนสกุลหลิวผู้นี้ไปพร้อมกันเสียเลย
ไม่เห็นหน้าก็ไม่หงุดหงิดใจ
ภายในตำหนักเจียนเจีย องค์ชายรัชทายาทขมวดพระขนง “นิสัยดีเกินไปแล้ว คนข้างล่างรังแกถึงหัวเจ้าแล้ว เจ้ายังเงียบกริบไม่พูดไม่จาอีก”
“ก็แค่เรื่องเกี้ยวคันหนึ่ง ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร อีกอย่าง ตอนนี้องค์ชายก็ทรงช่วยระบายโทสะให้ข้าแล้วมิใช่หรือเพคะ” นางหัวเราะอย่างอ่อนหวาน
