ขบวนเครื่องเกียรติยศค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป เจียงอวิ๋นยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แม้แสงตะวันแผดจ้า แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงไออุ่นแม้แต่น้อย
ในใจนางมีเงื่อนงำค้างคาอยู่เสมอ กระทั่งวันนี้จึงเพิ่งตระหนักว่า ความกังวลที่เคยมีมิใช่การวิตกเกินเหตุ
ทว่ามาถึงยามนี้ นางก็หมดหนทางพลิกสถานการณ์แล้ว...
ณ ตำหนักกวนจวี ไช่จิ้วสาวเท้าเบา ๆ เข้ามาในตำหนัก
“นายหญิง สตรีรับใช้สองคนนั้นจัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
กู้ชิงเจาใช้นิ้วลูบขอบถ้วยชาอย่างเชื่องช้า ดวงตาดำสนิทไร้ประกาย นางพยักหน้าเล็กน้อย “ดี”
มีคนดึงเจียงอวิ๋นออกมาเป็นแพะรับบาป แต่นางไม่รังเกียจที่จะให้เจียงอวิ๋นตายอย่างกระจ่างแจ้งสักหน่อย
หากจะวุ่นวาย ก็จงวุ่นวายให้ยิ่งกว่าเดิมเถิด
ก่อนน้ำจะใส ย่อมต้องขุ่นอยู่ก่อน นางไม่รังเกียจที่จะกวนน้ำให้ขุ่นขึ้นอีกสักหน่อย
กาลเวลาผันผ่านรวดเร็ว
ฤดูสารทผ่านพ้น เหมันต์มาเยือน กว่าไป๋เจี๋ยอวี๋จะฟื้นไข้จนร่างกายแข็งแรง ก็ล่วงเข้าสู่กลางฤดูหนาวแล้ว
หิมะโปรยปรายไม่ขาดสาย ภายในและภายนอกกำแพงวังล้วนขาวโพลนไปทั่ว
“ศึกชายแดนทวีความถี่ขึ้นทุกที ดูจากสถานการณ์แล้ว เกรงว่าต้นปีหน้าแดนเหนือคงสงบลงได้” ไป๋เจี๋ยอวี๋นั่งอยู่บนตั่งนุ่ม สีหน้าบอกไม่ถูกว่าดีใจหรือเสียใจ “ใจหนึ่งข้าก็หวังให้ศึกชายแดนสงบลงโดยเร็ว ฝ่าบาทจะได้เสด็จมาฝ่ายในบ่อยขึ้น แต่อีกใจก็หวั่นว่าสกุลเผยจะอาศัยชัยชนะในศึกครั้งนี้รับพระราชทานบำเหน็จความชอบ จนยิ่งผงาดขึ้นไปอีก”
กู้ชิงเจากำลังแกะส้มหวาน เอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “หากช้ากว่านี้ เผยเต๋อเฟยคงรอไม่ไหวแล้ว ราชวงศ์เองก็ไม่ปล่อยให้ศึกยืดเยื้อต่อไปหรอก” นางยื่นกลีบส้มที่แกะเสร็จให้ไป๋เจี๋ยอวี๋ “อย่างช้าที่สุด ก่อนสิ้นปี ศึกแดนเหนือก็น่าจะได้ข้อยุติ”