ไปสวดมนต์ขอพรที่วัดกว่างจี้ คราไปก็ยาวนานถึงเก้าวัน
หลายวันมานี้ เหล่าขุนนางในราชสำนักต่างถกเถียงกันไม่หยุด
“องค์ชายรัชทายาทประชวร ขอฝ่าบาทโปรดทรงเลือกองค์รัชทายาทพระองค์ใหม่ มิฉะนั้นรากฐานแผ่นดินจะไม่มั่นคง ใต้หล้าก็จะไม่สงบ” จางจือหยวน ขุนนางผู้ว่าราชการแผนกตำหนิ ยื่นฎีกาติดต่อกันมาหลายวันแล้ว
“องค์ชายรัชทายาทประชวร ทั้งยังทรงขอลดฐานะจากตำแหน่งรัชทายาทด้วยพระองค์เอง เพียงแต่ผู้ที่จะมาแทนพระองค์นั้น เราตัดสินใจไม่ลงเสียที” จักรพรรดิฉางจื้อทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทอดพระเนตรกวาดไปยังเหล่าขุนนางเบื้องล่าง “เหล่าขุนนางมีความเห็นเช่นไร”
ทุกคนรู้ว่าพระองค์กำลังหยั่งท่าทีของเหล่าขุนนาง ชั่วขณะนั้นทั่วท้องพระโรงจึงเงียบกริบราวกับไร้ผู้คน
ผ่านไปนาน จึงมีขุนนางผู้ใหญ่จากสามสำนักออกมาแสดงความเห็น
“กระหม่อมเห็นว่า อ๋องตวนได้รับการอบรมเลี้ยงดูอยู่ข้างพระวรกายของฮองเฮา ทรงมีคุณธรรมสูงส่ง ทั้งยังเปี่ยมด้วยความสามารถ เหมาะสมจะเป็นองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเห็นว่าไม่เหมาะสม ในยามที่องค์ชายรัชทายาทประชวรหนัก พระชายาอ๋องตวนกลับสวมอาภรณ์หรูหราและประดับทองเงินให้เห็นชัด ย่อมแสดงว่านางเป็นคนจิตใจเย็นชา แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอ๋องตวนมิได้วางแผนชิงตำแหน่งรัชทายาทไว้ก่อนแล้ว จึงทำให้พระชายาของตนไม่เห็นหัวผู้ใหญ่ กระหม่อมเห็นว่า หากจะแต่งตั้งองค์รัชทายาท อ๋องเค่อทรงมีพระชนมายุมากที่สุด ย่อมเหมาะสมที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
“ใต้เท้ารองเจ้ากรมกล่าวเกินไปแล้ว พระชายาอ๋องตวนมิได้ตั้งใจทำผิด หลังจากวันนั้นนางก็ปิดประตูสำนึกผิดอยู่แต่ในเรือน บัดนี้คนทั้งจวนอ๋องตวนไปสวดมนต์ขอพรให้องค์ชายรัชทายาทที่วัดกว่างจี้มาหลายวันแล้ว เห็นได้ว่าพวกเขาจริงใจเพียงใด”
“แต่ตำแหน่งรัชทายาทสูงส่งเพียงใด อ๋องตวนแม้ได้รับการอบรมจากฮองเฮา ทว่ามารดาผู้ให้กำเนิดอย่างหลี่เจี๋ยอวี่นั้นมีตระกูลเดิมเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ด แล้วจะเป็นตระกูลทางฝ่ายมารดาขององค์รัชทายาทได้อย่างไร...”
