หลังจากประมุขคนก่อนสิ้นชีพอย่างไม่คาดฝัน ตระกูลลู่ก็แยกเป็นสี่ส่วน เกิดเป็นรูปแบบที่ประมุขและกลุ่มบุตรอีกสามสายร่วมกันดูแลกิจการ โถงใหญ่ของตระกูลลู่จึงเป็นสถานที่หารือ
เช้าตรู่ โถงใหญ่ที่ปกติค่อนข้างเงียบเหงากลับเต็มไปด้วยผู้คน บรรยากาศทั่วทั้งโถงตึงเครียดยิ่งนัก
ณ เวลานี้ บนตำแหน่งประมุขนั่งชายวัยกลางคนในชุดคลุมปักดิ้นทอง บุคคลผู้นี้มีภูมิยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเจ็ด เขาคือประมุขตระกูลลู่คนปัจจุบัน ลู่เฉียน
เบื้องขวาของลู่เฉียนนั่งชายที่หน้าตาคล้ายลู่เฉียนอยู่หลายส่วน ภูมิยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นหก เขาก็คือบุตรคนที่สองของตระกูลลู่ ลู่เหมิง
ฝั่งตรงข้ามลู่เหมิงนั่งอยู่สองคน
ทั้งสองแตกต่างกันยิ่งนัก คนหนึ่งร่างกำยำล่ำสัน ภูมิยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเก้าขั้นสูงสุด อีกคนหนึ่งท่วงท่าสง่าผ่าเผย แต่ใบหน้าซีดขาว ร่างกายซูบผอม ไร้วรยุทธ์
ในเมืองเทียนหยวนแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักสองคนนี้
ผู้มีอาการป่วยเรื้อรังนี้เคยเป็นอัจฉริยะขั้นสุดยอดแห่งเมืองเทียนหยวน อายุไม่ถึงสามสิบก็ทะลวงสู่ขั้นอ๋องยุทธ์ กลายเป็นอ๋องยุทธ์เพียงหนึ่งเดียวของสี่ตระกูลใหญ่
เขาคือลู่อี้!
หกปีก่อน ระหว่างออกไปเก็บสมุนไพรคราหนึ่ง เขาถูกอ๋องยุทธ์สามคนล้อมโจมตี ผลคือตันเถียนและเส้นลมปราณถูกทำลายสิ้น กลายเป็นคนไร้ค่า
ส่วนอีกคนหนึ่ง คือลู่ขวง ซึ่งเป็นบุตรคนที่สี่ของตระกูลลู่ เป็นผู้มีภูมิยุทธ์สูงสุดในตระกูลลู่เวลานี้ อีกทั้งยังเป็นบิดาของลู่จ้าน
ขณะนี้ ทุกคนในตระกูลลู่มีสีหน้าเคร่งเครียดจ้องมองเบื้องล่างโถงใหญ่ เพราะที่นั่นกำลังมีกลุ่มแขกไม่ได้รับเชิญที่หวังร้าย
ผู้มาเยือนมียี่สิบเจ็ดคน ผู้นำเป็นชายวัยกลางคนถือดาบใหญ่ในมือ ภูมิยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเจ็ด ส่วนคนอื่น ๆ ฝีมือก็ไม่ธรรมดา ล้วนอยู่ขั้นนักรบยุทธ์
พวกเขามาจากตระกูลหลิน หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองเทียนหยวนเช่นกัน ส่วนผู้นำนี้หาใช่ใครอื่น เขาคือผู้แข็งแกร่งอันดับสี่ของตระกูลหลิน หลินคัง
ข้างกายหลินคังมีเด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูยืนอยู่ นางมีใบหน้างดงาม ถือกระบี่คมสามฉื่อ ภูมิยุทธ์ถึงขั้นนักรบยุทธ์ขั้นเจ็ดแล้ว
นางชื่อหลินเซวียน เป็นผู้นำของคนรุ่นเยาว์ตระกูลหลิน ก่อนหน้านี้ลู่เฉินก็เพราะลวนลามนาง แล้วถูกคนอื่นแสดงฝีมือช่วยสาวงามตีตาย
เวลานี้ หลินเซวียนและหลินคังเช่นเดียวกัน ใบหน้าเย็นชามองดูผู้คนตระกูลลู่
ไม่นานนัก นอกโถงใหญ่มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น จากนั้นลู่หมิงเดินเข้าโถงใหญ่ ส่วนเริ่นเซียวเหยาที่มีผ้าพันแผลทั่วร่างถูกผู้ติดตามสองคนหามเข้ามา
เมื่อเห็นอัจฉริยะในวันวานกลายสภาพเป็นเช่นนี้ ผู้คนตระกูลหลินต่างหัวเราะเยาะเยือกเย็น ส่วนคนตระกูลลู่ต่างส่งสายตาเย็นชา
“ท่านพ่อ ลู่เฉินไอ้ไร้ค่านี่มาแล้ว” เมื่อมาถึงเบื้องหน้าทั้งสี่ ลู่หมิงพูดกับลู่เฉียน
ได้ยินคำว่าไอ้ไร้ค่า ร่างของลู่อี้สั่นสะท้าน ใบหน้าที่เดิมซีดขาวกลับซีดขาวยิ่งกว่า หน้าผากก็มีเหงื่อเย็นซึมออกมาเล็กน้อย
เขาทนทุกข์กับชื่อไอ้ไร้ค่ามาหกปี ไฉนเลยคาดคิดว่าบัดนี้คำเรียกนี้จะตกมาถึงบุตรชาย สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมต่อพ่อลูกพวกเขายิ่งนัก
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คน ลู่อี้และลู่ขวงสาวเท้าเร็วเข้าไปหา มาถึงตรงหน้าเริ่นเซียวเหยา เอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า “เฉินเอ๋อร์ พักมาหนึ่งคืนแล้ว ตอนนี้เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”
พบเจอสายตาจริงใจของทั้งสอง เริ่นเซียวเหยารู้สึกตื้นตันใจยิ่ง เพราะชาติก่อนเขาเป็นเด็กกำพร้า ไม่เคยได้รับความรักจากญาติพี่น้อง
มองดูทั้งสอง เริ่นเซียวเหยาตัดสินใจจะเป็นลู่เฉินนับจากนี้ ใช้ตัวตนของลู่เฉินมีชีวิต กำจัดพวกกระจอกงอกง่อยทั้งปวง ช่วงชิงทุกอย่างที่เป็นของลู่เฉินกลับคืนมา
ลู่เฉินยิ้มบางเบาเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านอาสี่ ลูกไม่เป็นไร”
ลู่ขวงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก กล่าวว่า “เฉินเอ๋อร์ ไม่เป็นไรก็ดี เจ้ารักษาตัวให้หายดี เรื่องอื่นให้ท่านอาสี่จัดการเอง”
ได้ฟังดังนั้น ลู่เฉียนเบื้องบนพูดอย่างเย็นชาว่า “เจ้าสี่ เจ้าอย่าเพิ่งพูดเร็วเกินไป ไอ้สัตว์เดรัจฉานตัวนี้ลวนลามหลินเซวียน ตอนนี้คนอื่นมาถึงบ้านเรียกร้องค่าชดเชย เจ้าจัดการได้รึ”
ลู่ขวงตวาดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “ท่านพี่ใหญ่ เป็นคนต้องมีจิตสำนึก ก่อนที่ตันเถียนและเส้นลมปราณของเฉินเอ๋อร์จะเสียหาย มันเคยเก็บสมุนไพรวิญญาณให้ตระกูลลู่มาเท่าไหร่ ท่านลืมแล้วรึ”
“ปีก่อน หลีอู่ผู้อาวุโสหอกระบี่ให้ยาล้างไขกระดูกเฉินเอ๋อร์สี่เม็ดและยาทะลวงชีพจรเจ็ดเม็ด ตัวมันเองไม่เคยใช้สักเม็ด ล้วนมอบให้ตระกูล ท่านก็ลืมแล้วรึ”
ถูกลู่ขวงตวาดกลับด้วยความโกรธ ลู่เฉียนเงียบงัน
ก่อนถูกทำลาย ลู่เฉินเคยสร้างคุณูปการมากมายให้ตระกูลลู่จริง ๆ และยาสิบเอ็ดเม็ดที่ลู่เฉินมอบให้ตระกูล ลู่จ้านใช้ไปสองเม็ด ยาที่เหลือล้วนถูกบุตรชายของเขาและลู่เหมิงใช้ไป
ลู่ขวงกล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านี้เฉินเอ๋อร์ทำทุกอย่างเพื่อตระกูลลู่ ตอนนี้มันบาดเจ็บ ท่านปากก็เอาแต่ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ท่านไม่กลัวจะทำให้ใจของผู้คนตระกูลลู่หวั่นไหวรึ”
ได้ฟังดังนั้น บนใบหน้าอันเย็นชาของคนตระกูลลู่ฉายแววอารมณ์เพิ่มขึ้น
ขณะนี้ พวกเขากลับรู้สึกเห็นใจลู่เฉินอยู่บ้าง ลู่เฉินมุ่งมั่นทำเพื่อตระกูลลู่โดยตลอด คิดว่าตัวเขาเองก็คงคาดไม่ถึงว่าตระกูลลู่จะปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้
พวกเขากำลังคิด หากลู่เฉินรู้ว่าหลังถูกทำลายแล้ว ลู่เฉียนและลู่เหมิงจะปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่ไปเทือกเขาลั่วเฟิงเก็บสมุนไพรวิญญาณให้ตระกูลลู่ทุกเดือนเป็นแน่
และตราบใดที่ไม่ไปเทือกเขาลั่วเฟิง ป่านนี้เขาก็ยังเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองเทียนหยวน ไม่ถึงขั้นถูกล้อมโจมตี กลายเป็นคนไร้ค่าที่เส้นลมปราณและตันเถียนถูกทำลายสิ้นเช่นนี้
มองดูเพื่อนร่วมตระกูลทุกคนต่างมองลู่เฉียนด้วยแววตาผิดปกติ ลู่เหมิงจึงตวาดห้ามว่า “เจ้าสี่ ท่านพี่ใหญ่แค่บอกถึงสถานการณ์ที่ตระกูลลู่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ การที่เจ้ายุแยกตระกูลลู่ค่อนข้างจะโอหังเกินไปแล้ว”
ลู่ขวงโต้กลับว่า “ท่านพี่รอง ความยุติธรรมอยู่ในใจคน ตอนนี้ข้ากำลังยุแยกตระกูลลู่หรือไม่ พวกท่านรู้แก่ใจดี”
ลู่เหมิงพูดด้วยความเย็นชาว่า “เจ้าสี่ ในเมื่อเจ้าอยากเป็นคนดี เช่นนั้นเจ้าว่ามา ตอนนี้มันใจกล้าเป็นบ้าลวนลามหลินเซวียน คนอื่นต้องการค่าชดเชย พวกเราจะทำอย่างไร”
ลู่ขวงก้มมองลู่เฉิน แววตาอ่อนโยนกล่าวว่า “เฉินเอ๋อร์ พวกเขาบอกว่าเจ้าลวนลามหลินเซวียน เมื่อวานเจ้าหมดสติ ท่านอาสี่ไม่รู้สถานการณ์ ตอนนี้เจ้าเล่าความจริงกับท่านอาสี่ มีเรื่องนี้หรือไม่”
ลู่เฉินไม่ได้ตอบ แต่ถามกลับว่า “ท่านอาสี่ ท่านคิดว่าข้าจะสนใจนางรึ”
ฮือ!
คำพูดของลู่เฉินออกมา ทั้งโถงใหญ่เงียบสงัดราวกับตายลง ชั่วขณะหนึ่ง สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องอยู่ที่ร่างของลู่เฉิน
ก่อนถูกทำลาย ลู่เฉินคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองเทียนหยวน แม้แต่บุตรสาวของเจ้าเมืองยังไม่สนใจ การที่เขาบอกว่าไม่สนใจหลินเซวียน คงไม่มีใครสงสัย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่เหมือนวันวาน
ลู่เฉินเวลานี้เป็นเพียงไอ้ไร้ค่า ส่วนหลินเซวียนคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลหลิน แถมยังงดงาม เป็นตัวตนที่ลู่เฉินได้แต่แหงนมองไม่อาจเอื้อมถึง
บัดนี้ลู่เฉินต่อหน้าผู้คนมากมายกล่าววาจาเช่นนี้ ทำให้เหล่าคนตระกูลลู่ไม่อยากเชื่อ ยิ่งทำให้หลินเซวียนขายหน้าถึงขีดสุด
หลินเซวียนดวงตาแน่วแน่จ้องเขม็งลู่เฉิน ในนัยน์ตาเต็มไปด้วยเจตสังหาร หากรู้ว่าลู่เฉินจะเย้ยหยันนางเช่นนี้ เมื่อวานก็น่าจะฆ่ามันเสีย
ลู่ขวงฟังแล้วหัวเราะลั่นเอ่ยว่า “ดี เป็นชายชาตรีตระกูลลู่ของข้าจริง ๆ”
