เด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลู่เฉิน หน้าตาธรรมดา ผิวคล้ำเล็กน้อย ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม สวมอาภรณ์เรียบง่าย
จากความทรงจำของร่างเดิม เริ่นเซียวเหยาทราบว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าเรียกว่าลู่จ้าน ปีนี้อายุสิบห้าปี เป็นบุตรของลู่ขวงผู้เป็นอานั่นเอง
อดีตเจ้าบ้านตระกูลลู่ ลู่เซียวเทียน มีบุตรสี่คน คนโตคือลู่เฉียน คนรองคือลู่เหมิง คนสามคือลู่อี้ และคนสี่คือลู่ขวง
ในบรรดาบุตรทั้งสี่ของตระกูลลู่ ลู่เฉียนผู้พี่ใหญ่กับลู่เหมิงผู้พี่รองนั้นสนิทสนมกัน ส่วนลู่ขวงผู้น้องเล็กคลุกคลีกับลู่อี้ผู้พี่สามมาตั้งแต่เยาว์วัย จึงสานสัมพันธ์กับลู่อี้ได้ดีนัก
ด้านพรสวรรค์ทางยุทธ์นั้น ลู่อี้ยอดเยี่ยมที่สุด รองลงมาคือลู่ขวง ส่วนลู่เหมิงและลู่เฉียนค่อนข้างด้อย ณ วันนี้คนหนึ่งอยู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับหก อีกคนอยู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับเจ็ด
ก่อนลู่อี้จะถูกทำลาย ลู่อี้คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูลลู่ ครั้นลู่อี้ถูกทำลาย ลู่ขวงซึ่งมีชีพจรเร้นลับธาตุดินระดับสูงก็ขึ้นเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูลลู่
เช่นเดียวกับลู่ขวง ลู่จ้านสนิทสนมกับลู่เฉินตั้งแต่เด็ก นับถือลู่เฉินเป็นดั่งเทวรูป หลังจากลู่เฉินถูกทำลาย ลู่จ้านคือหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังห่วงใยลู่เฉิน นอกจากลู่อี้และลู่ขวง
ทว่า ลู่จ้านดูจะมิได้รับพรสวรรค์ทางยุทธ์จากลู่ขวง เขามีพรสวรรค์ด้อยยิ่งนัก ได้เพียงชีพจรเหลืองธาตุดินระดับต่ำ
พรสวรรค์ทางยุทธ์ระดับนี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงสี่ตระกูลใหญ่ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญยุทธ์ทั่วไปก็ยังนับเป็นผู้อยู่ล่างสุด อายุสิบห้าแล้ว เพิ่งทะลวงถึงขั้นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสาม
เข้ามาในห้องแล้ว ลู่จ้านวางอาหารไว้บนโต๊ะข้างเตียง จากนั้นเขามายืนอยู่ข้างเตียงของลู่เฉิน ถามด้วยสีหน้าเปี่ยมห่วงใยว่า "ท่านพี่เฉิน วันนี้ท่านดีขึ้นบ้างหรือไม่"
เริ่นเซียวเหยามองลู่จ้านพลางถามว่า "น้องจ้าน หากข้านอนติดเตียงเช่นี้ตลอดไป เจ้าจะทำอย่างไร"
ลู่จ้านตอบว่า "ท่านพี่เฉิน หากท่านเป็นเช่นี้ตลอดไป ข้าก็จะดูแลท่านตลอดไป ไม่มีวันให้ผู้ใดรังแกท่านแน่ ยิ่งไม่ปล่อยให้ท่านอด"
เริ่นเซียวเหยาพยักหน้า "ดี พยุงข้าลุกเถิด"
ลู่จ้านมองลู่เฉินที่ถูกพันผ้าทั่วร่างดั่งขนมจีบ ก็อดวิตกมิได้ "ท่านพี่เฉิน ท่านบาดเจ็บหนัก นอนพักเถิด อย่าให้แผลขยับเขยื้อนเลย ข้ามาป้อนท่าน"
ว่าแล้วลู่จ้านก็มิรอให้เริ่นเซียวเหยาตอบ ยกอาหารขึ้นมาป้อนลู่เฉินทีละคำ
ลู่เฉินมิได้ปฏิเสธ รับการดูแลจากลู่จ้าน
มองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ทะนุถนอมตนยิ่งนัก ภายในจิตของเริ่นเซียวเหยาพลันอบอุ่นขึ้นมา
ในโลกที่ถือกำลังยุทธ์เป็นใหญ่เช่นนี้ ผู้ประจบสอพลอมีมากมาย แต่น้อยคนนักที่จะไม่ทอดทิ้งในยามเจ้าตกทุกข์ได้ยาก
แม้ลู่เฉินจะประสบความเวทนา แต่การมีสหายดั่งนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
พลันเริ่นเซียวเหยาก็หวนนึกถึงสหายของตนโดยไม่รู้ตัว
เมื่อร้อยปีก่อน พวกเขาก็เคยเป็นยอดคนแห่งยุค บัดนี้ผ่านมาร้อยปีแล้ว เขากลับกลายเป็นคนไร้ค่า ส่วนพวกเขาคงกลายเป็นยอดฝีมือสูงสุดในแดนเสินอู่ไปแล้วกระมัง
โครม!
ทันใดนั้น ประตูก็ถูกผู้หนึ่งถีบเข้าใส่จนเปิดออก เสียงดังทำลายบรรยากาศอันกลมเกลียว ต่อมาชายฉกรรจ์ห้าคนก็กรูกันเข้ามาจากด้านนอกด้วยท่าทางดุดัน
ผู้ที่ถีบประตูเข้ามาคือชายหนุ่มคนหนึ่ง เขารูปร่างซูบผอม ใบหน้าตอบ อายุพ้นยี่สิบไปบ้าง แต่งกายภูมิฐาน มีวรยุทธ์ขั้นนักรบยุทธ์ระดับสาม
เขาชื่อว่าลู่หมิง เป็นบุตรชายคนเล็กของลู่เฉียนเจ้านายตระกูลลู่คนปัจจุบัน
ส่วนอีกสี่คนที่มาด้วยนั้นอายุมากกว่า แต่วรยุทธ์ด้อยกว่าชายหนุ่ม ล้วนอยู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ แต่งกายเรียบง่าย ล้วนเป็นผู้ติดตามลู่หมิง
ก่อนลู่เฉินจะถูกทำลาย ลู่หมิงแม้จะริษยาลู่เฉิน แต่เพราะเกรงฝีมือของลู่เฉิน เขาก็ไม่กล้าอาจเอื้อมใด ๆ ต่อลู่เฉิน
ยามนี้ต่างไปแล้ว ลู่เฉินถูกทำลาย ฝั่งท่านอาลู่เฉียนกับฝั่งท่านอาลู่เหมิงจึงรุมรังแกและเยาะเย้ยลู่เฉินเสมอ ระบายอารมณ์ที่เก็บกดมานาน
ลู่จ้านกลัวลู่หมิงจะรังแกลู่เฉิน จึงยืนขวางหน้าเริ่นเซียวเหยาแล้วตวาดว่า "ลู่หมิง นี่ห้องของท่านพี่เฉิน เจ้ามาที่นี่ทำไม"
ลู่หมิงหัวเราะเย็น "ไอ้ขยะ เจ้าว่าข้ามาทำไมเล่า"
ข้าจะไปรู้หรือว่าเจ้ามาทำไม "ลู่จ้านกล่าวเย็นชา"
ลู่หมิงยิ้มเจ้าเล่ห์ "ลู่จ้าน ถ้าข้าบอกว่าวันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อดูว่าลู่เฉินตายหรือยัง เจ้าจะเชื่อหรือไม่"
"ลู่หมิง เจ้าบังอาจแช่งท่านพี่เฉิน ข้าสู้กับเจ้าจนตัวตาย" ลู่จ้านโกรธจัด วางถ้วยตะเกียบลง แล้วกำหมัดพุ่งเข้าใส่ลู่หมิง
ลู่หมิงยิ้มเหยียดหยาม ออกหมัดไร้พิษสงหนึ่งที ส่งผลให้ลู่จ้านกระเด็นไปกระแทกกำแพง พลันอาเจียนเป็นเลือดออกมาคำหนึ่ง
จากนั้น ลู่จ้านก็คุกเข่าทรุดลงตรงหน้าด้วยใบหน้าซีดเผือด หอบหายใจด้วยความเจ็บปวด
จัดการลู่จ้านด้วยหมัดเดียวแล้ว ลู่หมิงจึงก้มมองแล้วว่า "ลู่จ้าน ไอ้ขยะอย่างเจ้ากล้าลงมือกับข้าได้ นับว่าไม่รู้จักเป็นตายเลย ถ้าไม่เห็นแก่พ่อของเจ้า ข้าจะลงมือเบาป่านนี้รึ"
เบาอย่างนั้นหรือ
หมัดของลู่หมิงบาดเจ็บถึงอวัยวะภายในของลู่จ้าน ยังนับว่าลงมือเบางั้นหรือ ไม่ต้องพูดถึงคนในตระกูลเดียวกัน ต่อให้เป็นคนแปลกหน้าที่ไร้ความแค้นก็ไม่อาจลงมือหนักถึงเพียงนี้
เริ่นเซียวเหยาโกรธแล้ว จ้องมองลู่หมิงพลางกล่าวเยียบเย็นว่า "ลู่หมิง วันนี้หมัดที่เจ้าตีใส่น้องจ้านนี้ ข้าจำได้ขึ้นใจ วันหน้าข้าจะทวงคืนพวกเจ้าสิบเท่า"
ถูกเริ่นเซียวเหยาจ้องมอง ลู่หมิงที่กำลังลำพองใจพลันรู้สึกหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล เขาจึงสำรวจเริ่นเซียวเหยาอย่างถี่ถ้วน สุดท้ายก็กล่าวโทษตัวเองว่าสับสนเลอะเลือนเสียแล้ว
หากเป็นลู่เฉินในอดีต เขาควรต้องหวาดหวั่นจริง แต่ว่าลู่เฉินเดี๋ยวนี้ตันเถียนและเส้นลมปราณถูกทำลาย เป็นคนพิการเสียแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องกลัวเลย
ลู่หมิงจึงเยาะเย้ยว่า "ลู่เฉิน แม้เจ้าจะมีน้ำใจนัก แต่ข้าว่าเจ้าคงหมดหวังเสียแล้ว"
เริ่นเซียวเหยาถามว่า "เจ้าอยากฆ่าข้าหรือ"
"ฆ่าเจ้าน่ะหรือ"
ลู่หมิงส่ายหน้า พลางตอบแฝงเล่ห์ร้ายว่า "เจ้ามันก็แค่ไอ้ขยะ ข้าไม่คิดเสียเวลาฆ่าเจ้าหรอก จะฆ่าก็ให้คนอื่นมาฆ่าแล้วกัน"
ว่าแล้ว ลู่หมิงก็สั่งผู้ติดตามทั้งสี่ว่า "พวกเจ้าเอาคานหามเข้ามา ยกนายท่านลู่เฉินของเราไปศาลาใหญ่"
"ขอรับ นายท่านหมิง"
เมื่อได้ยิน สองคนก็ยกคานหามเดินเข้าห้องลู่เฉิน จากนั้นก็จับเริ่นเซียวเหยากระชากจากเตียงอย่างไม่ปรานี โยนลงบนคานหาม
ลู่จ้านข่มความเจ็บปวดลุกขึ้นยืน คำรามว่า "ลู่หมิง เจ้าจะทำอะไรกันแน่ บนตัวท่านพี่เฉินมีบาดแผล ขยับเขยื้อนไม่ได้นะ"
"ถอยไป"
ลู่หมิงปัดลู่จ้านออกไปด้วยความรังเกียจ แล้วจึงพาพวกสี่คนหามเริ่นเซียวเหยาออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังศาลาใหญ่ของตระกูลลู่อย่างองอาจ
