“เมียจ๋า เราไม่ต้องเดากันให้วุ่นหรอกว่าเป็นใคร ยังไงก็เหมือนกันทั้งนั้น ในเมื่อมาหาเรื่องเรา ก็ให้มันได้รู้ซึ้งสักหน่อยว่าเจ็บปวดแค่ไหน”
“ไม่ว่าอะไรจะมาถึง เราก็รับมือได้ทั้งนั้น”
ลู่เฟยไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลยสักนิด ใครจะทำอะไรเขาได้กัน กล้ามาหาเรื่องก็ต้องชดใช้
“เมียจ๋า ไฟฉายแสงจ้านี่ใช้ตอนกลางคืนดีจริง ๆ ถ้าใช้ให้เป็นประโยชน์ รับรองว่าทำให้อีกฝ่ายตั้งตัวไม่ทันได้แน่”
“กลับไปต้องเตือนพวกน้อง ๆ ด้วย อย่าเอาไฟฉายไปส่องตาคนในบ้านล่ะ”
ตอนนี้ลู่เฟยยังมีอารมณ์ขัน เขาล้วงบุหรี่ออกจากกระเป๋า จุดสูบพลางเดินไปด้วย
“อืม กลับไปฉันจะกำชับพวกเธอเอง”
ซูจิ้งอี๋หยิบกระติกน้ำสีเขียวทหารขึ้นมาดื่ม
ลู่หย่วนเองก็เริ่มกระหายน้ำ พอเห็นซูจิ้งอี๋ดื่ม เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ถูกคนไล่ตาม จึงอดประหม่าไม่ได้
แต่ลู่หย่วนไม่กลัวเลยสักนิด มีปืนเหน็บเอวอยู่ แถมฝีมือยิงอย่างเขา ต่อให้มีอีกกี่คนก็มีแต่จะมาส่งตัวให้เปล่า ๆ
หลังเดินไปได้กว่าสิบนาที ทั้งสามคนก็ฟื้นกำลังขึ้นมาก ลู่เฟยเก็บปืนที่ซูจิ้งอี๋ถืออยู่เข้าไปในมิติ
ซูจิ้งอี๋อุ้มลูกหมาไว้ตัวหนึ่ง ลู่หย่วนอุ้มสองตัว ส่วนลู่เฟยก็อุ้มอีกสองตัว พวกเขามุ่งหน้าไปทางบ้านบังเกอร์
ใกล้ถึงบังเกอร์แล้ว ลู่เฟยมองซูจิ้งอี๋พลางพูดว่า “กลับไปแล้วเธอเลี้ยงสุนัขล่าสัตว์ตัวหนึ่ง เสี่ยวหย่วนเลี้ยงตัวหนึ่ง ลู่เทาเลี้ยงตัวหนึ่ง ให้หว่านฉิงเลี้ยงตัวหนึ่ง ที่เหลืออีกตัวให้ลู่ซิ่วกับลู่หลานเลี้ยงด้วยกัน”
