เมื่อเห็นว่าของที่ลู่เฟยหยิบออกมาเป็นหมั่นโถวแป้งขาว สีหน้าของพ่อค้าแผงลอยก็พลันตื่นเต้น เขารีบยื่นมือมารับหมั่นโถวไป พลางพยักหน้าหงึก ๆ ตกลงทันที
“พ่อหนุ่มนี่ต้องเป็นลูกหลานบ้านคนมั่งมีแน่ ๆ พกหมั่นโถวแป้งขาวติดตัวไว้กินระหว่างทางด้วย ไม่ธรรมดาเลยนะ”
พ่อค้าแผงลอยเป็นคนบ้านเดียวกันแถบตะวันออกเฉียงเหนือ เขากัดหมั่นโถวเข้าไปคำโต คิดไม่ถึงว่ามันจะยังนุ่มอยู่ ไม่แข็งเป็นก้อนน้ำแข็งด้วยซ้ำ
เขารีบเคี้ยวช้า ๆ ลิ้มรสอย่างละเอียด “จำไม่ได้แล้วว่ากินหมั่นโถวแป้งขาวครั้งสุดท้ายเมื่อไร”
พ่อค้าแผงลอยรำพึง ก่อนจะยัดหมั่นโถวอีกลูกใส่อกเสื้อขนสัตว์เก่า ๆ อย่างทะนุถนอม
เสื้อกันหนาวขนสัตว์ตัวเก่านั้น อย่างน้อยก็คงใส่มาเกินสิบปีจนขึ้นเงาวับ
ลู่หย่วนอุ้มไหอักษรมงคลคู่ขึ้นมาสองใบ ซูจิ้งอี๋จ่ายเงินให้พ่อค้าเสร็จก็อุ้มขึ้นมาอีกสองใบ ส่วนลู่เฟยอุ้มหนึ่งใบ ทั้งสามเดินไปยังโคนกำแพงอีกครั้ง
หลังจากเก็บไหอักษรมงคลเข้าไปในมิติแล้ว ลู่เฟยก็ออกมาเดินตลาดมืดต่อ
ลู่เฟยไม่โง่ถึงขั้นอุ้มไหอักษรมงคลเดินเที่ยวตลาดมืดหรอก
“สามี ทางโน้นมีหนังสือภาพเยอะเลย”
ซูจิ้งอี๋รีบดึงลู่เฟยเดินไปยังแผงนั้น
ลู่เฟยจำได้ว่าภรรยาเคยบอกว่า น้องชายน้องสาวของเขาชอบอ่านกันมาก ส่วนเด็กหญิงสองคนที่บ้านพี่สวีก็ชอบหนังสือภาพพวกนี้เหมือนกัน
“เลือกได้เลย เล่มละ 2 เหมา เด็กที่บ้านไม่ชอบอ่าน ฉันเลยเอาออกมาขาย”
พ่อค้าแผงลอยพูดกับทั้งสามอย่างไม่ใส่ใจนัก
ถ้าเป็นซูจิ้งอี๋คงรู้สึกว่าหนังสือภาพเก่า ๆ พวกนี้แพงไปหน่อย ถ้าเล่มละ 1 เหมา 5 เฟินก็ยังพอไหว แถมตอนซื้อเธอยังเลือกด้วย
