พี่น้องสามคนตระกูลเซี่ยงไม่ได้ไปหยิบฟืนของตระกูลซู ตอนมาถึงพวกเขาเตรียมฟืนมาแล้วสามมัด วางไว้ตรงมุมลานบ้าน
พี่น้องทั้งสามเดินไปแบกฟืนขึ้นหลัง เซี่ยงเยว่กั๋วเหน็บปืนกล่องไว้ที่เอว มือถือพลั่วเหล็ก
เซี่ยงเยว่เยว่แบกฟืนไว้บนหลัง มือถือคันธนูกับลูกธนู ทำให้ลู่เฟยรู้สึกสงสัย จึงอดมองเธอหลายครั้งไม่ได้
ไม่ใช่ว่าธนูไม่ดี แต่ประเด็นคือพอเห็นหญิงสาวคนนี้ถือธนูแล้ว ลู่เฟยรู้สึกว่าไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย
ลู่เฟยบ่นในใจว่า “ดึกป่านนี้ยังจะใช้ธนูอีก ถ้าเจอสัตว์ร้ายหรือศัตรูขึ้นมา ยัยนี่จะไหวไหมนะ?”
เซี่ยงเยว่เยว่มีประสาทสัมผัสเฉียบไว เมื่อรู้สึกว่าลู่เฟยมองมาทางตน เธอก็หันไปยิ้มให้เขา แล้วยกคันธนูในมือขึ้นเล็กน้อย
“พวกหนูสองคนไม่ต้องแบกฟืนหรอก ใส่เสื้อผ้าใหม่กันทั้งคู่ ถ้าเปื้อนขึ้นมาคงน่าเสียดายแย่”
เซี่ยงจือหมินเห็นลูกสาวสองคนของตระกูลซูจะช่วยแบกฟืนด้วย จึงรีบยิ้มพลางห้ามไว้
“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะลุงเซี่ยง เสื้อผ้าเปื้อนก็ซักได้ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
“พวกเรามีกันหลายคน ต้องค้างอยู่บนผิวน้ำแข็งทั้งคืน แบกฟืนไปเพิ่มอีกหน่อย ถึงตอนนั้นจะได้ก่อไฟให้ลุกโชนขึ้น”
ซูจิ้งอี๋วางปืนลงบนพื้น จัดฟืนให้เข้าที่บนหลัง แล้วตอบเซี่ยงจือหมินส่ง ๆ
จากนั้นซูจิ้งอี๋ก็ยกฟืนขึ้นมาอีกมัด ก่อนกำชับลู่เฟยด้วยความเป็นห่วงว่า “ที่รัก จะสะพายไปจริง ๆ เหรอ? พวกเราแบกเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงก็ไม่ต้องแบกหรอก”
พอซูจิ้งอี๋พูดจบ ทุกคนก็พากันหันมามองลู่เฟย
