ทั้งสองกลับมาถึงบังเกอร์ ลู่หย่วนเพิ่งลากซากหมาป่าตัวหนึ่งกลับมาพอดี
“พี่ใหญ่ ตามหมาป่าที่บาดเจ็บทันไหม?”
ลู่หย่วนโยนซากหมาป่าลงกับพื้นอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะยิ้มแล้วถามลู่เฟย
“ฉันลงมือเอง จะปล่อยให้หมาป่าบาดเจ็บตัวเดียวหนีไปได้ยังไง มันเป็นราชาหมาป่า ฉันตามทันแล้วจัดการมันเรียบร้อย ดูสิ”
ลู่เฟยคุยโวอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะนำซากราชาหมาป่าออกมาจากมิติ แล้วโยนลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ
“พี่ใหญ่ สุดยอดจริง ๆ”
ลู่หย่วนก้มมอง แล้วชูนิ้วโป้งให้พี่ชายพร้อมเอ่ยชม
“ฮ่า ๆ”
ซูจิ้งอี๋อดขำสองพี่น้องคู่นี้ไม่ได้
“เอาละ เลิกคุยโวได้แล้ว เข้าไปเรียกพวกเธอออกมา ให้มาช่วยกันยกหมาป่าเข้าไป”
“ช่างเถอะ ฉันจัดการเองดีกว่า พวกเธอมาช่วยก็ยกกันช้า อย่าทำให้ความร้อนในบังเกอร์เล็ดลอดออกไปหมด”
ลู่เฟยย่อตัวลง ใช้มือใหญ่แตะซากหมาป่าที่กองอยู่ แล้วเก็บทั้งหมดเข้าไปในมิติ
ทั้งสามเข้าไปในบังเกอร์ ปิดประตู แล้วใช้ก้อนหินใหญ่ดันค้ำประตูไว้อีกที
ลู่เฟยนำซากหมาป่าทั้งหมดออกมา วางกองไว้ข้างเตา
ซูจิ้งอี๋เข้าไปในห้อง เรียกทุกคนออกมา
“ว้าว พี่ใหญ่ พวกพี่เก่งกันเกินไปแล้ว ล่าหมาป่าได้ตั้งเยอะ ฮ่า ๆ เนื้อล้วน ๆ เลยนะ พอกินไปจนถึงปีใหม่แน่!”
ลู่ซิ่วเป็นคนแรกที่วิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น เด็กสาวคนนี้ไม่เพียงไม่กลัวซากหมาป่า แต่ยังย่อตัวลงลูบคลำทีละตัว พลางชมไปด้วย
สวีหงเหมยพาลูกสาวสองคนเดินเข้ามา สมองพลันอื้ออึงไปหมด ล่าหมาป่าได้ตั้งเยอะขนาดนี้? ถ้าเอาไปขายจะได้เงินเท่าไรกันนะ มิน่าล่ะถึงร่ำรวยได้
