บรรดาผู้คนในโถงต่างอึ้งงันเมื่อได้ยินคำของหวังตุ้น
ด้วยที่กล่าวกันว่าสามข้อทดสอบนั้น แท้จริงคือบททดสอบของสำนักพลเมืองใหญ่ในการรับสมัครขุนนางเสนาบดีเข้าประจำตำแหน่ง
สำหรับผู้ถูกสมัครแต่ละคน สามข้อทดสอบนี้ก็แตกต่างกันออกไป
เช่นหากเป็นบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง หวังตุ้นต้องการเพียงชื่อเสียงและฐานะของผู้นั้น สามข้อทดสอบก็เป็นเพียงพิธีกรรม เปล่งคำถามขึ้นมาสามข้ออย่างลอย ๆ ก็ผ่านไปได้
หากสมัครเข้าตำแหน่งขุนนางหน้าที่ทั่วไป ก็จะทดสอบถึงสามารถของผู้นั้น
แต่การทดสอบสามข้อต่อหน้าคนทั้งมหาศาลในโถงประชุมกิจการนี้ ชัดเจนว่าหวังตุ้นวางเซี่ยหงส์ไว้ในระดับเดียวกับบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง
พลเมืองใหญ่ทำสิ่งนี้ขึ้นเพื่อสิ่งใดกันแน่ หรือจะรับสมัครบุตรแห่งตระกูลเซี่ยเข้ารับราชการ?
หวังตุ้นปฏิบัติกิจการด้วยอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ คนใต้สังกัดส่วนใหญ่คาดเดาน้ำใจไม่ถูก แม้แต่หวังอิง บุตรบุญธรรมผู้สนิทที่สุด ก็เดาจิตใจได้ไม่ครึ่งหนึ่ง
แต่ถ้อยคำที่เซี่ยหงส์เปล่งออกมาต่อจากนั้นกลับทำให้หวังอิงโกรธกริ้นทันที
“ท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยเคยตั้งปณิธานไว้ ณ หน้าผาหู่สือแห่งภูเขาหลูว่า นับจากนี้จะไม่กล่าวถึงเรื่องเต๋าลึกลับและคัมภีร์ขงจื๊ออีกต่อไป หากสามข้อทดสอบของท่านเจ้าเมืองเกี่ยวข้องกับสองสำนักนี้ โปรดอภัยที่ข้าน้อยจะไม่ขอตอบ”
ข้อกล่าวอ้างเรื่องสี่คัมภีร์ห้าตำราของเซี่ยหงส์เลื่อนลือมาถึงเมืองอู่ฉางแล้ว หลู่หวานและเหวินเจี้ยวกับคณะเองก็มักใช้เรื่องนี้เป็นข้อโต้เถียงกันอย่างเปิดเผยในหมู่เพื่อนฝูง บางครั้งถึงกับกล่าวเสวนาธรรมต่อกันจนรุ่งสาง
แต่ไม่ว่าอย่างไร ทุกคนล้วนตกตะลึงในตัวเซี่ยหงส์เหลือเกิน
การอ่านหนังสือก็มีระดับชั้นสูงต่ำของมัน
บุตรตระกูลขุนนาง อ่านออกเขียนได้ถือเป็นพื้นฐาน
หากท่องจำคัมภีร์สักเล่มหนึ่งได้ ก็นับเป็นผู้รู้ที่ผ่านเกณฑ์
ท่องได้และเข้าใจด้วย ก็ถือว่าเลิศเลอ
หากแต่งคำอธิบายด้วยมุมมองของตนเองได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้รอบรู้ไพศาล
ถ้อยคำที่เซี่ยหงส์เอ่ยต่อหน้าบัณฑิตมีชื่อราวสิบคนและผู้ศึกษากว่าร้อยชีวิตบนหน้าผาหู่สือนั้น ถูกถ่ายทอดมาถึงเมืองอู่ฉางโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
