พออวี้ซานหยากับซุนต้าเฟินเดินจากไป หลี่ซิ่วผิงก็เหมือนถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมด ทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นทันที
“แม่! แม่...”
เสียงอุทานตกใจของเด็กหญิงสองคนดังขึ้น พวกเธอรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเองจ้าวจื้อหัวถึงสังเกตเห็นทั้งสองคน จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เขารู้ว่านี่คือน้องสาวแท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิม
คนโตชื่อจ้าวจื้อเหมย ปีนี้อายุสิบเอ็ดปี ส่วนคนเล็กชื่อจ้าวจื้อหง ปีนี้อายุแปดปี!
จ้าวจื้อหัวเองก็ตกใจ รีบเข้าไปช่วยพยุงหลี่ซิ่วผิงขึ้นมาพร้อมกับน้องสาวทั้งสอง!
หลี่ซิ่วผิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด เมื่อครู่เธอแค่ฝืนประคองตัวไว้เท่านั้น!
พอเห็นแม่ร้องไห้ สองพี่น้องจ้าวจื้อเหมยกับจ้าวจื้อหงก็อดร้องไห้ตามไม่ได้
จ้าวจื้อหัวมองทั้งสามคนร้องไห้ ก็อดรู้สึกเศร้าขึ้นมาไม่ได้
เมื่อก่อนเขาใช้ชีวิตตัวคนเดียว จู่ ๆ ก็มีญาติเพิ่มขึ้นมาหลายคน จึงทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
“ลูกโต พวกเราควรทำยังไงดี”
“ย่าของลูกไม่ยอมรามือง่าย ๆ จนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ พรุ่งนี้ต้องไล่พวกเราออกจากบ้านแน่ ๆ ถึงตอนนั้นเราจะไม่มีที่อยู่เลยนะ!”
หลี่ซิ่วผิงมองลูกชาย เธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง จะมีความคิดอะไรได้มากมายกัน
นับตั้งแต่สามีเสียชีวิต เธอก็รู้สึกราวกับฟ้าถล่มลงมา ช่วงที่ผ่านมาเธอได้แต่ฝืนทนมาตลอด
จ้าวจื้อหัวขมวดคิ้วเล็กน้อย เดิมทีเขาเกิดปี 1989 ไม่เคยผ่านเหตุการณ์ในยุคนี้มาก่อน
แต่เรื่องราวในอดีต เขาเคยอ่านจากนิยายมาบ้าง เรียนจากหนังสือมาบ้าง อีกทั้งยังเคยฟังผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์เล่าให้ฟังด้วย
แม้จะไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่เขารู้ดีว่าในยุคนี้ งานชั่วคราวอย่างการเป็นสมาชิกทีมพลเมืองรักษาความปลอดภัย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สะเทือนไปทั้งหมู่บ้าน
ถ้าเขาเข้าเมืองไปทำงาน แม่กับน้องสาวทั้งสองคงถูกคนรังแกจนแย่แน่
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตัดสินใจได้
“แม่ แยกบ้านกันเถอะ อยู่บ้านนี้ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว!”
หลี่ซิ่วผิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น
ต้องรู้ว่าตอนนี้คนในบ้านมีสี่ปากท้อง หากแยกบ้านแล้วจะไปอยู่ที่ไหน
แล้วจะกินอะไร
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องเผชิญจริง ๆ!
“ลูกโต แยกบ้านน่ะง่าย แต่ครอบครัวเราสี่คนไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน!”
“ตอนนี้อากาศหนาวเหน็บ หิมะก็กำลังตก ถ้าแยกบ้านออกมาแล้วพวกเราจะอยู่รอดได้ยังไง”
หลี่ซิ่วผิงใช้มือเช็ดน้ำตา เธอเพิ่งอายุสามสิบเจ็ดปี แต่มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยหนังด้าน หลายแห่งแตกระแหงเพราะความหนาว ข้างในเป็นสีดำคล้ำ
นี่คือมือที่ตรากตรำทำงานมานานหลายปี
“แม่ เราขายโควตางานของลูกไปเถอะ!”
จ้าวจื้อหัวพูดอย่างใจเย็น
“ไม่ได้เด็ดขาด นั่นเป็นงานที่พ่อของลูกเอาชีวิตแลกมา จะทิ้งไปไม่ได้!”
หลี่ซิ่วผิงส่ายหัวเป็นพัลวัน!
จ้าวจื้อหัวพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “แม่ เมื่อกี้แม่ยังเข้าใจความหมายของลูกผิด ลูกไม่ได้จะยกโควตางานให้คนอื่นฟรี ๆ แต่จะขายต่างหาก!”
“สมาชิกทีมพลเมืองรักษาความปลอดภัยก็เป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว งานก็ธรรมดา แถมบางทีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตด้วยซ้ำ!”
“ลูกคิดอย่างนี้ครับ หัวหน้ากองผลิตอยากหางานในเมืองหลวงให้ลูกชายของเขามาตลอด เราขายงานนี้ให้เขา!”
“ข้อแรก ในหมู่บ้านยังมีบ้านว่างอยู่ ขอแค่หัวหน้ากองผลิตพยักหน้า ครอบครัวเราก็จะมีบ้านอยู่!”
“ข้อสอง เรายังได้เงินมาแลกอาหารจากกองผลิต รับประกันว่าครอบครัวสี่คนจะมีกิน!”
“ข้อสาม เราจะได้หลุดพ้นจากบ้านนี้ อยู่ต่อไปก็มีแต่ต้องทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควาย ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย!”
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เสื้อผ้าที่แม่ต้องซักทุกวันก็มีกองตั้งหลายกะละมัง เสื้อผ้าของคนทั้งบ้านใหญ่ ๆ นี่ก็โยนให้แม่ซักคนเดียว!”
“ตอนพ่อยังอยู่ พวกเขายังพออดทนกับพวกเราได้”
“แต่ตอนนี้พ่อไม่อยู่แล้ว พวกเราไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับบ้านนั้น พวกเขาอยากไล่เราออกจากบ้านมานานแล้ว!”
“ตอนนั้นที่พวกเขารับพ่อมาเลี้ยง ก็เพราะยายไม่ตั้งท้องมาหลายปี คิดว่าคงมีลูกไม่ได้แล้ว”
“ต่อมาพอรู้ว่ายังมีลูกได้ อีกทั้งพ่อยังทำงานเก่ง พวกเขาถึงยอมให้พ่ออยู่มาจนถึงตอนนี้!”
“แยกบ้านกันเถอะ ถ้าทำได้ก็ตัดขาดกันไปเลย จัดการให้จบในครั้งเดียว จะได้ไม่ต้องมีปัญหาทีหลัง!”
จ้าวจื้อหัวเติบโตมาในสถานสงเคราะห์ ทั้งยังสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ แสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถพอที่จะตัดสินใจและพึ่งพาตัวเอง
แม้เพิ่งได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาไม่นาน แต่เขาก็คิดทุกอย่างได้อย่างชัดเจนแล้ว
“แต่ว่า...แต่ว่า...”
“นี่เป็นงานในเมืองหลวงนะ จะปล่อยให้หายไปแบบนี้ ฉันไม่ยอมจริง ๆ!”
“ถ้าทางบ้านจางรู้เรื่องนี้ งานแต่งของลูกก็อาจมีปัญหาได้!”
น้ำตาของหลี่ซิ่วผิงไหลพราก ลูกสาวสองคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ร้องไห้ไม่หยุดเช่นกัน!
จ้าวจื้อหัวชะงักไป เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าเจ้าของร่างเดิมเหมือนจะมีคู่หมั้นแล้ว เป็นเรื่องที่พ่อของเขาจัดการไว้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่!
เขาส่ายหน้า ตอนนี้เขาจะมีอารมณ์ไปคิดเรื่องพวกนั้นได้อย่างไร
“แม่ วางใจเถอะ ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง!”
จ้าวจื้อหัวปลอบเธอว่า “แม่ เวลาเหลือให้เราไม่มากแล้ว พรุ่งนี้คนทั้งบ้านนั้นต้องมาบีบให้เราแยกบ้านแน่!”
“คืนนี้เราควรเตรียมทางหนีทีไล่ให้พร้อม ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เราอาจไม่มีที่ไปจริง ๆ!”
หลี่ซิ่วผิงได้ยินดังนั้นก็ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา ลุกขึ้นแล้วเดินไปยังที่เก็บเสื้อผ้าในห้อง
เธอสอดมือคลำหาอยู่ในเสื้อผ้าครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา แล้วส่งให้จ้าวจื้อหัวด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์
ที่จริงนี่ไม่ใช่โควตางาน เป็นเพียงหนังสือรับรองการทำงานที่ประทับตราของทีมพลเมืองรักษาความปลอดภัยไว้
ใช้หนังสือรับรองนี้ไปขอจดหมายแนะนำตัวจากกองผลิต แล้วจึงจะไปทำงานที่ทีมพลเมืองรักษาความปลอดภัยได้
จ้าวจื้อหัวรับมา แววตาฉายความมุ่งมั่น
ในเมื่อเขามาอยู่ที่นี่แล้ว เขาจะปกป้องครอบครัวนี้ให้ดี
“แม่ แม่กับน้องรออยู่ที่บ้านนะ ลูกจะไปบ้านหัวหน้ากองผลิต เดี๋ยวก็กลับมา!”
พูดจบจ้าวจื้อหัวก็เปิดประตู ลมหนาวพัดโหมเข้ามา ทำให้เขาสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
ถ้าในบ้านยังพอมีอุณหภูมิสักเจ็ดแปดองศา ข้างนอกก็คงต่ำกว่าศูนย์แน่นอน หนาวเหลือเกิน
“ลูกโต เอานี่ไปกินนะ ลูกยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย!”
หลี่ซิ่วผิงยัดไข่ต้มฟองหนึ่งใส่มือจ้าวจื้อหัว เป็นไข่ที่เธอแอบเก็บไว้ให้เขาตอนเย็น
เดิมทีจ้าวจื้อหัวไม่ได้รู้สึกหิว แต่พอแม่เตือน ท้องก็ร้องขึ้นมาทันที
เขาไม่ได้ปฏิเสธ เพียงพยักหน้าให้แม่ แล้วก้าวเข้าไปในหิมะและสายลม
ลมหนาวบาดกระดูกพัดทะลุเข้าร่างไม่หยุด จ้าวจื้อหัวหนาวจนตัวสั่น โธ่เอ๊ย หนาวชะมัด
ที่จริงสาเหตุหลักเป็นเพราะเสื้อผ้าบนตัวเขาบางเกินไป เสื้อฝ้ายเก่า ๆ ตัวนั้นกันหนาวไม่ไหวเลย
ขณะที่เขารู้สึกว่าทนไม่ไหว จู่ ๆ ก็มีไออุ่นสายหนึ่งแผ่ออกมาจากบริเวณหน้าอก
จ้าวจื้อหัวชะงัก ก่อนยกมือคลำหน้าอก แล้วหยิบวงแหวนหยกลายมังกรคู่ออกมาได้ชิ้นหนึ่ง
“ให้ตายสิ นี่ไม่ใช่ของที่ฉันซื้อมาในราคาสูงจากตลาดของเก่าหรือไง ทำไมถึงตามมาด้วยล่ะ!”
หยกชิ้นนี้เป็นของที่ชายชราคนหนึ่งขายให้เขา ตอนนั้นอีกฝ่ายพูดสรรพคุณเสียเลิศหรูจนเขาหวั่นไหว!
เขาจ่ายไปตั้งแปดพันหยวน เกือบเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือน
หลังซื้อมา เขาศึกษามันอยู่นาน แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย!
แต่ก็เสียดายเกินกว่าจะทิ้ง จึงสวมไว้ที่คอ
บนวงแหวนหยกลายมังกรคู่ มีหยดเลือดหยดหนึ่งกำลังจางหายไปอย่างรวดเร็ว จ้าวจื้อหัวเบิกตากว้าง
ยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นในสถานที่แปลกตาแห่งหนึ่ง!
