“คุณหนู”
ยามที่มีหูหมีสองข้างหันมามองอวิ๋นซิงเหลียว
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
คุณฉินกำชับพวกเขาไว้แล้วว่าต้องปกป้องคุณหนูให้ดี ห้ามปล่อยให้เธอติดต่อกับผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้จากข้างนอก
ยามทุกคนรู้ดีว่าอวิ๋นซิงเหลียวที่คุณฉินคอยปกป้องอย่างแน่นหนาคือแก้วตาดวงใจของคุณฉิน
คุณหนูอวิ๋นร่างกายอ่อนแอ เป็นดอกฝอยทองที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในหอคอยงาช้างอย่างแท้จริง
เธอไม่รู้เลยว่าจิตใจคนเราน่ากลัวแค่ไหน
ท่าทีที่ซูอวี่โหรวแสร้งทำเป็นสนิทสนมและห่วงใยอวิ๋นซิงเหลียวช่างเสแสร้งเหลือเกิน
เห็นได้ชัดว่าเธอเล็งคุณหนูอวิ๋นไว้ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไร้เดียงสา จึงจงใจแสดงท่าทีแบบนั้นออกมา
ยามอยากเตือนคุณหนูอวิ๋น แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
อวิ๋นซิงเหลียวมองซูอวี่โหรวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ขอบคุณที่เป็นห่วง มีธุระอะไรอีกไหม?”
ท่าทีปฏิเสธไม่ให้เข้าใกล้ชัดเจนอย่างยิ่ง
ซูอวี่โหรวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาอีกครั้ง
“พวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันทั้งนั้น เหลียวเหลียว เธอช่วยพูดกับอาให้หน่อยได้ไหม ให้พวกเราเข้าไปอยู่ในรั้วลวดหนามด้วย?”
“ไม่ได้” อวิ๋นซิงเหลียวตอบอย่างเด็ดขาด
ซูอวี่โหรวถึงกับพูดไม่ออก เมื่อครู่เธออุตส่าห์เกริ่นมาตั้งมากมาย แถมยังใส่อารมณ์ไปเต็มที่ ทำไมอวิ๋นซิงเหลียวยังตอบว่าไม่ได้อีก?
“ฉันก็เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเอเหมือนกันนะ... ในโลกแบบนี้ การเอาชีวิตรอดมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
ซูอวี่โหรวจนคำพูด เธอมองอวิ๋นซิงเหลียวด้วยแววตาเว้าวอน ปริ่มน้ำตาและน่าสงสาร
