ฉินอวี่ขึ้นรถ ประตูรถปิดลง
เจียงอันอันยืนอยู่บนชานชาลา มองส่งรถประจำทางที่แล่นจากไป
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็หันกลับมามอง
เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว เธอก็หันกลับมามองอีกครั้ง
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา
เมื่อครู่น่าจะกำชับเขาให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย
อย่างเช่น บอกให้เขาอย่าฝืน อย่าวิ่งนำหน้าคนอื่น อย่า...
แต่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังบอกไม่ถูก ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะหลบเลี่ยงเคราะห์ร้ายที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นได้
พอเดินเข้าประตูใหญ่ เธอก็เห็นว่าลุงโม่เดินตามออกมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
ช่วงนี้ เจียงอันอันได้ฟังฉินลี่ย่ากับคนอื่น ๆ เล่าเรื่องในอดีตของลุงโม่ จนพอจะปะติดปะต่อได้คร่าว ๆ
สมัยหนุ่ม ๆ เขาเคยเป็นทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของคุณปู่ฉิน
ลูกชายกับลูกสาวของเขาเสียสละชีวิตต่อเนื่องกัน
ต่อมาเขายังได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงอยู่ในกองทัพต่อไปไม่ได้
คุณปู่ฉินเลยย้ายเขามาอยู่ข้างกาย ให้ช่วยดูแลฉินอวี่ที่ตอนนั้นยังเด็ก
ลุงโม่มองตามทิศทางที่รถประจำทางแล่นจากไปอยู่นาน แววตาเลื่อนลอยห่างไกล
“เฮ้อ พอแก่ตัวลงก็ขี้ขลาดขึ้นสินะ”
“ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเราไม่ได้หวังให้อวี่สร้างคุณงามความดีอะไรยิ่งใหญ่ ขอแค่เขาอยู่ดีมีสุข ปลอดภัยไร้เรื่องร้าย ก็สำคัญกว่าสิ่งใดแล้ว”
เจียงอันอันไม่ได้พูดอะไร
แต่เธอรู้ดีว่า สิ่งที่แกว่งไกวไปตามทิศทางลมได้อย่างเดียวก็คือต้นอ้อ
เมื่อคนเรามีความคิดเป็นของตัวเอง ก็ถูกกำหนดให้ต้องค้นหาทิศทางของตนต่อไปเรื่อย ๆ
ยิ่งฉินอวี่ที่แอบสมัครเป็นทหารตั้งแต่อายุสิบสามปีด้วยแล้ว
รถประจำทางลับหายไปจากสายตาอย่างสิ้นเชิง
ลุงโม่ถึงได้ถอนสายตากลับมา ก่อนยกเท้าเดินย้อนกลับ
จู่ ๆ เขาก็เซไปเล็กน้อย สีหน้าเจ็บปวด
เจียงอันอันรีบประคองเขาไว้แน่น
“ฟ้าคงจะเปลี่ยนอีกแล้วล่ะ” ลุงโม่ทุบขาตัวเองสองที
