เครื่องบินบินมานานกว่าสิบเอ็ดชั่วโมง
ในช่วงเช้ามืดตามเวลาจิงตู เจียงอันอันกับเจียงเยี่ยนจือก็มาถึงซานฟรานซิสโก้
แต่พอลงจากเครื่อง ด้านนอกกลับเป็นเวลากลางวัน
“ที่นี่กับประเทศเราต่างกันสิบกว่าชั่วโมง” เจียงเยี่ยนจือพูดพลางปรับเวลาบนนาฬิกาข้อมือตามนาฬิกาในสนามบิน
ตอนนี้บ่ายโมงครึ่ง
เจียงอันอันมองแถวคนที่กำลังเคลื่อนขยับอยู่ข้างหน้า แล้วถามว่า
“หลังจากทำเรื่องเข้าเมืองเสร็จ เราไม่ต้องไปที่อื่นแล้ว ต่อเครื่องไปชิคาโก้ได้เลยใช่ไหม”
เจียงเยี่ยนจือก้มมองใบหน้าซีดเซียวอ่อนล้าของเจียงอันอัน ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนพูดว่า
“พักสักคืนแล้วค่อยต่อเครื่อง”
จากซานฟรานซิสโก้ไปชิคาโก้ยังต้องบินอีกกว่าสามชั่วโมง
“ฉันไม่เป็นไร ซื้อตั๋วไว้แล้ว เราไปกันเลยเถอะ” เจียงอันอันปฏิเสธ
ตอนออกเดินทางจากจิงตู พวกเขาซื้อตั๋วต่อเครื่องตลอดเส้นทาง ทั้งเที่ยวบินจากจิงตูไปซานฟรานซิสโก้ และจากซานฟรานซิสโก้ไปชิคาโก้พิมพ์รวมอยู่บนตั๋วกระดาษใบเดียวกัน
ถ้าวันนี้ไม่เดินทาง ไม่เพียงต้องหาที่พักข้างนอก ยังต้องซื้อตั๋วใหม่อีกด้วย
แม้เจียงเยี่ยนจือจะมีเงินอยู่บ้าง แต่ตลอดปีเศษที่เธอป่วย นอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายไปไม่น้อยแล้ว ยังทำให้ธุรกิจของเขาต้องชะงักไปหลายอย่าง
ตอนนี้เขายังต้องขยายตลาดต่างประเทศ ส่วนเธอเองก็อยากลงทุนทำธุรกิจ ทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้เงินไม่น้อย
เจียงอันอันตัดสินใจว่า ก่อนที่เธอจะหาเงินก้อนแรกจากที่นี่ได้ ตรงไหนประหยัดได้ก็ช่วยเขาประหยัด
เจียงเยี่ยนจือมองแววตาของเธอที่ยังมีชีวิตชีวาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแตะหน้าผากเธอ อุณหภูมิปกติดี จึงไม่พูดอะไรต่อ
พวกเขาเข้าแถวจัดการเรื่องเข้าเมืองและพิธีการศุลกากรจนเรียบร้อย
เจียงเยี่ยนจือไปรับกระเป๋าที่จุดรับสัมภาระ ก่อนเตรียมผ่านการตรวจสัมภาระรอบที่สองเพื่อเข้าไปยังเขตรอขึ้นเครื่อง
เจียงอันอันมองสัมภาระที่เจียงเยี่ยนจือถืออยู่ในมือทั้งสองข้าง แล้วกวาดตามองรอบตัว ก่อนกระซิบกับเขาว่า
“พ่อ เราหาที่ที่ไม่มีคนกันเถอะ”
เจียงเยี่ยนจือสังเกตเห็นว่าเธอมองสัมภาระ จึงถามว่า
