ซิ่วหนิงจวิ้นจู่พยักหน้า “เหล่าไท่จวิน น้องอาหนิงช่างคิดรอบคอบจริง ๆ”
เซี่ยเหล่าไท่จวินเห็นเซี่ยหนิงถังชอบใจ ใบหน้าก็มีรอยยิ้ม คิดในใจว่าเซวียหนิงจะจัดงานเลี้ยงรับรองเป็นสมาชิกครอบครัว ส่วนเซี่ยหนิงถังเพิ่งมาถึงตงจิงพำนักในจวนโหวก็ตรงกับงานวันเกิดเจียงซื่อพอดี ผู้คนจึงมองข้ามเด็กสาวนางนี้ไป หากวันนี้เซวียหนิงไม่เอ่ยขึ้นมา แม้แต่ตนก็ลืมไปแล้วว่าเด็กสาวผู้นี้จากบ้านเกิดเมืองนอนมา ถึงขั้นไม่มีงานเลี้ยงรับรองสักมื้อ ไม่รู้ว่านางเก็บกดข่มใจไว้มากเพียงใด
เซี่ยเหล่าไท่จวินรีบกวักมือเรียกให้ซิ่วหนิงจวิ้นจู่มานั่งข้างกาย ลูบแก้มระเรื่อของนางเบา ๆ “เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ควรจัดงานเลี้ยงรับรองให้เจ้าถังถังก่อน ไม่ต้องเชิญคนนอก แค่ครอบครัวเรามานั่งล้อมวงสังสรรค์รื่นเริงกันก็พอ”
เจียงซื่อยิ้มกล่าว “เหล่าไท่จวินพูดถูกแล้ว ข้าน้อยสะเพร่าไปเอง เช่นนั้นจัดวันพรุ่งนี้เลยดีหรือไม่”
งานเลี้ยงรับรองเป็นสมาชิกครอบครัวก็เหลืออีกห้าหกวัน งานเลี้ยงรับรองไม่ต้องหรูหราใหญ่โต งานครอบครัวเช่นนี้นางจัดได้อย่างคล่องแคล่ว
เซี่ยเหล่าไท่จวินพยักหน้า แล้วกล่าวกับผู้คนในห้อง “พวกเจ้าทั้งหลาย พูดไปแล้วก็ล้วนเป็นคุณชายคุณหนูสูงศักดิ์แห่งจวนโหว กลับไม่คิดให้รอบคอบเท่าอาหนิง”
คำพูดของเหล่าไท่จวินนี้ มิได้นับว่าเซวียหนิงเป็นคนในครอบครัว
เซวียหนิงฟังออก แต่ก็แสร้งไม่ได้ยินเสีย
เซี่ยเหล่าไท่จวินรู้ตัวว่าตนพูดอะไรออกไปในไม่ช้า แต่ถึงกระนั้นนางก็มิได้ใส่ใจเซวียหนิงอยู่ดี
เด็กสาวคนหนึ่ง สุดท้ายก็ต้องแต่งออกเรือนไป
จวนโหวเลี้ยงดูนางมาหลายปี นางย่อมจดจำบุญคุณของจวนโหวไว้
“พอเถิด ต่างแยกย้ายกันได้”
