แต่เซวียหนิงกลับดื้อรั้นยิ่ง ก้มหน้าก้าวฝ่าเข้าไปท่ามกลางลมหนาวที่โหมกระหน่ำ “ข้าไม่เป็นไร กลับไปนอนสักหน่อยก็หายแล้ว”
ซูหมานห้ามนางไม่ได้ จึงได้แต่เดินตามไปด้วยกัน “โอ๊ย อาหนิง เจ้ารอข้าด้วยสิ”
ย่างเข้าใกล้ฤดูหนาว อากาศที่เมืองตงจิงก็หนาวเหน็บขึ้นทุกวัน
เมื่อเซวียหนิงกลับมาถึงศาลาชีอวิ๋น เวลาก็ล่วงเลยไปหนึ่งก้านธูปแล้ว
สองพี่น้องเต็มไปด้วยละอองหิมะบนศีรษะ เสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกก็เปียกชื้น
เสี่ยวหลิงตางเม้มริมฝีปากแดงระเรื่อบ่นว่า “คุณหนูนี่ไม่ชอบสวมหมวกเลยจริงๆ ดูสิ แม้แต่เส้นผมก็เปียกหมดแล้ว”
ซูหมานยิ้มอย่างซื่อใส “ร่างกายข้าแข็งแรงดีนะ แค่นั่งผิงไฟสักพักก็ไม่เป็นไรแล้ว”
เป่าฉานกับเสี่ยวหลิงตางรีบนำเสื้อผ้าของนายสาวไปผึ่งบนเตาอบผ้า แล้วยกน้ำชาร้อนกับน้ำขิงมาให้
ไฟถ่านลุกโชนขึ้น ภายในห้องมีท่อความร้อนใต้พื้น อีกไม่นานก็อบอุ่นราวกับฤดูใบไม้ผลิ
ซูหมานจูงมือเซวียหนิงไปนั่งบนตั่งเตี้ยริมหน้าต่างด้านทิศใต้ นางนำของแปลกใหม่น่าสนใจจากบ้านตระกูลฝ่ายท่านยายมากมาย มาโชว์ให้เซวียหนิงดูทีละชิ้น
“ญาติผู้พี่ของข้าช่างเป็นคนอัศจรรย์นัก มีความคิดแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครเสมอ ที่สำคัญยังบอกอีกว่า ผู้หญิงเป็นรองผู้ชายตรงไหน สตรีก็ค้ำฟ้าได้ครึ่งหนึ่ง ฟังจากปากนางแล้ว ราวกับว่าเรื่องใหญ่ที่สตรีจะทำสำเร็จได้นั้นไม่มีทางน้อยไปกว่าบุรุษเลย”
เมื่อคิดถึงคุณหนูผู้นั้น เซวียหนิงก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา “คุณหนูเจียงอายุเท่าไหร่แล้ว?”
ซูหมานกล่าวว่า “สิบเจ็ด ใกล้จะสิบแปดแล้ว อายุรุ่นราวคราวเดียวกับท่านพี่ใหญ่”
