เห็นจะเป็นเพราะช่วงนี้ได้พลอยยินดีกับงานวิวาห์ของซิ่วหนิงจวิ้นจู่ ใบหน้าบุรุษผู้นี้จึงคลายความเครียดขรึมที่เคยมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันลงไปหลายส่วน
แต่สุดท้ายแล้วเขาก็คือขุนนางใหญ่ซึ่งกุมอำนาจ แม้เพียงแววตาเมื่อมองใครก็ยังเปี่ยมด้วยพลังกดดันอันน่าเกรงขาม
ในรถม้าแสงสลัว ตรงมือบุรุษนั้นจุดตะเกียงอยู่ดวงหนึ่ง
นางเหลือบมองแค่ครั้งเดียวก็เหลือบเห็นคำว่า “ศพสตรี” “ข่มขืนกระทำชำเรา” ดวงใจจึงพลันรัดแน่น
ช่วงนี้นครตงจิงเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้ขึ้น ผู้คนจึงพากันหวาดผวา
นางแม้จะเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อนึกถึงศพสตรีพวกนั้นที่ผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่าเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ ในใจก็อดหวาดกลัวไม่ได้
มุมปากนางเม้มน้อยๆ มือเท้าเย็นเยียบ นั่งอยู่เบื้องขวาของซูจ้าน พยายามถอยห่างออกมาเท่าที่จะทำได้ คุกเข่าหลบให้แคบที่สุด ไม่แม้แต่จะแตะต้องชายเสื้อของเขา
เด็กสาวเงียบงันก้าวขึ้นรถมา ซูจ้านจึงเลื่อนสายตาขึ้นมองนางแวบหนึ่ง
ดวงหน้าของสาวน้อยแดงระเรื่อ ผิวพรรณขาวละเอียดดังเครื่องกระเบื้องนั้นยิ่งอ่อนนุ่มละเอียดงดงาม
ผิวกายเยี่ยงไขมันหยกต้องแสงเทียนขาวจนประหนึ่งสตรีงามที่แกะสลักจากหยก
เพียงแต่เงียบเกินไป หายเอาความสดใสมีชีวิตชีวาเวลาเข้าหน้าเขาเมื่อก่อนไปสิ้น
ดวงตาคู่ที่เคยทอประกายยินดีและพึ่งพิงยามพบหน้าเขาแต่ก่อน ก็ดูจะมลายหายไปหมดแล้วด้วย
ซูจ้านเงยหน้าขึ้น “หลายวันมานี้พักอยู่ที่จวนสกุลลู่ ร่างกายดีขึ้นมากหรือยัง”
