ทั้งที่รู้ว่านางชื่นชอบตนมาหลายปี แต่ก็ยังเอ่ยถึงเรื่องการแต่งงานของนางต่อหน้านางอย่างไร้เยื่อใย
หัวใจของเซวียหนิงบีบรัดแน่น นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็พลันนึกถึงภาพวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อกองเพลิงโหมกระหน่ำแผดเผาหนัง เนื้อและกระดูกของนาง
นางเจ็บปวดรวดร้าวประหนึ่งหัวใจถูกฉีก ทว่ากลับมิอาจเข้าใจได้เลยว่า แท้จริงแล้วนางทำอะไรผิดไป?
หรือเพียงแค่รักใครสักคน อยากแต่งงานกับใครสักคน นั่นก็เป็นความผิดงั้นหรือ?
ทว่าในยามนี้ เมื่อมองดูดวงตาคมหงส์ของบุรุษตรงหน้าที่สงบนิ่งไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ
ในที่สุดนางก็เข้าใจว่า ตัวนางผิดมหันต์ นางผิดที่ไม่ควรไปบีบบังคับผู้ที่ไม่รักนางให้มาแต่งกับนาง ทั้งไม่ควรไปวาดหวังไขว่คว้าความเวทนาสงสารและความรักจากเขา
เมื่อคิดได้กระจ่างถึงเพียงนี้แล้ว นางยังจะมีสิ่งใดให้ปล่อยวางไม่ได้อีก?
ความขื่นขมปร่าเปรี้ยวในอกที่ขึ้นลงหลายคราพลันค่อยๆ จางหายไป นางยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ยว่า "ท่านพี่รู้สึกว่าเขาเหมาะสมหรือไม่เจ้าคะ?"
"อื้ม" ไหนๆก็ต้องยอมลดฐานะไปแต่งงานกับอีกฝ่าย ซูจ้านจึงกล่าวอย่างใคร่ครวญ "แม้เขาจะมาจากครอบครัวยากจน แต่ก็เคยเป็นลูกหลานครอบครัวขุนนางมาก่อน มีเพียงย่าเฒ่าหนึ่งคน และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอ่อนโยนใจดีนัก—"
เซวียหนิงเอ่ยขัดคำบุรุษตรงหน้า รอยยิ้มคลออยู่ที่มุมปาก "คนที่ท่านพี่เห็นดีเห็นงามด้วย ข้าย่อมรู้สึกว่าดีมากเช่นกันเจ้าค่ะ"
ซูจ้านถึงกับพูดไม่ออก ในใจพลันเกิดรสชาติที่ยากจะเอ่ยออกมาได้ หยุดไปนาน จึงค่อยกล่าวว่า "หากเจ้ารู้สึกว่าดีได้ ข้าจะแจ้งให้ท่านแม่ทราบ ให้นางจัดการเป็นธุระให้เจ้าอย่างดี"
เรื่องการแต่งงานของเซวียหนิง เดิมก็มิต้องให้ซูจ้านผู้แสนจะวุ่นวายคนนี้มาใส่ใจ เพียงแต่เขาต้องการแสดงท่าทีของพี่ชายผู้แสนดี นางก็จะสมปรารถนาให้เขา
