สาวใช้ทำท่าปาดคอ
แววตาของคุณหนูลี่วูบไหว
ก่อนหน้านี้เวลาจัดการสตรีเหล่านั้น นางก็หาข้ออ้างพาตัวไปขังไว้ก่อน แล้วค่อยจัดการทีละคน
ประมุขเมืองมักหลับตาข้างหนึ่งให้เรื่องเช่นนี้ ไม่เคยตำหนินางอย่างจริงจัง
คราวนี้ถึงนางจะทำเกินไปสักหน่อย ด้วยความตามใจและโปรดปรานที่ประมุขเมืองมีต่อนาง เขาย่อมไม่พูดอะไรให้มากความ
คิดได้เช่นนี้ คุณหนูลี่ก็ใจชื้นขึ้น ก่อนพยักหน้า
ม่อซังอวี๋มองนายบ่าวทั้งสองปรึกษากันอย่างไม่เห็นหัวใคร ว่าจะจัดการนางอย่างไรแล้วก็ได้แต่พูดไม่ออก
สตรีไร้สมองเช่นนี้ กลับเป็นคนที่ฉู่ฉางหลานโปรดปรานมาหลายปี เขา...ตาถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เฟิ่งสิงอวี้ยืนอยู่ข้างกายม่อซังอวี๋ สีหน้าใต้หน้ากากไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงริมฝีปากบางที่ยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
“นังสารเลวตาบอด!”
เมื่อเห็นคุณหนูลี่พยักหน้าอนุญาตแล้ว สาวใช้ก็มีความกล้าขึ้นมาทันที นางชี้หน้าม่อซังอวี๋แล้วด่าด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ช่างกล้านัก ถึงกับกล้าเสียมารยาทกับนายหญิงของพวกเรา!”
กล่าวจบก็หันไปทางหญิงรับใช้สูงวัยหลายคนข้างกาย ตวาดเสียงเข้มว่า “พวกเจ้ายังยืนบื้ออะไรอยู่ จับนางมาให้ข้า!”
หญิงรับใช้ร่างกำยำหลายคนได้ยินดังนั้น ก็รีบถกแขนเสื้อ เผยสีหน้าเหี้ยมเกรียมแล้วมุ่งเข้ามา
แต่กลับได้ยินม่อซังอวี๋หัวเราะขึ้นมา นางมองสาวใช้ผู้นั้น ยกมือขึ้นแล้วงอนิ้วเบา ๆ “ฆ่านางเสีย”
น้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ามีแววขบขันเจืออยู่
ฟังดูเรียบง่ายสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดว่า “อากาศวันนี้ดีจริง”
สาวใช้ได้ยินดังนั้น ก็เผยสีหน้าเหยียดหยาม
ทว่าไม่ทันที่นางจะเอ่ยปากอีกครั้ง เงาร่างหนึ่งก็วูบผ่านสายตา เลือดอุ่นร้อนสาดกระเซ็นใส่ใบหน้าของนางฉับพลัน
เฟิ่งสิงอวี้ลงมือแล้ว เขาก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ชักดาบตัดลำคอของ...คุณหนูลี่โดยตรง
ใช่แล้ว
เป็นคุณหนูลี่นั่นเอง
ความลำพองใจและความเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าคุณหนูลี่ยังไม่ทันจางหาย รูม่านตาก็พลันขยายกว้าง เต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริดและหวาดกลัวอย่างสุดขีด
นางไม่เห็นด้วยซ้ำว่าใครเข้ามาใกล้ เพียงรู้สึกเจ็บแปลบเย็นเยียบที่ลำคอ
