นั่นเป็นเพียงคฤหาสน์รองธรรมดาแห่งหนึ่ง ภายนอกดูเหมือนเป็นแค่ที่เก็บของเก่าเท่านั้น
เพราะเช่นนั้นก่อนหน้านี้จึงถูกมองข้ามไป ม่อซังอวี๋ไม่คิดจะตรวจสอบทางนั้นเลยแม้แต่น้อย
ทว่าตอนนี้ เมื่อนางเผลอเหลือบมองไปทางนั้น กลับสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันแผ่วเบาสายหนึ่ง
คลื่นพลังนั้นแตกต่างจากพลังวิชาแท้ และแตกต่างจากพลังทุกชนิดที่นางเคยสัมผัสมาก่อน
เป็นความเย็นเยียบที่ยากจะพรรณนา ท่ามกลางหมอกมรณะกลับแฝงเร้นประกายชีวิตอันคลุมเครืออยู่สายหนึ่ง
คล้ายมีบางสิ่งถูกผนึกไว้อย่างแน่นหนา แล้วเผลอปล่อยกลิ่นอายเล็ดลอดออกมาเพียงริ้วหนึ่ง
ภายในนั้นต้องมีปัญหาแน่
“เป็นอะไรไป?”
เฟิ่งสิงอวี้มองไปตามทิศทางที่นางกำลังมอง แต่กลับไม่พบความผิดปกติใด ๆ
“เจ้าพบอะไรหรือ?”
“ตอนนี้ยังยืนยันไม่ได้ ไปดูกันเถอะ”
ทั้งสองรีบเดินไปทางนั้น
เมื่อเข้าใกล้เพียงเล็กน้อย กลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของฉู่ฉางหลาน
ทั้งสองพลันหลบวูบไปซ่อนตัวในร่องระหว่างกำแพง
ร่องนั้นอยู่ระหว่างกำแพงลานสองด้าน แคบมากจนทั้งสองแทบแนบชิดกันสนิท
แผ่นหลังของม่อซังอวี๋แนบกับผนังขรุขระเย็นเยียบ เบื้องหน้าคืออกอุ่นและแขนกำยำของเขา
เฟิ่งสิงอวี้ยกมือขึ้น ใช้ฝ่ามือรองท้ายทอยนางไว้ ป้องกันไม่ให้ศีรษะกระแทกผนังโดยตรง
ท่ามกลางความมืด ม่อซังอวี๋เงยหน้ามองเขา ประท้วงอย่างไร้เสียง
ที่ข้าง ๆ ก็มีที่ให้หลบตั้งมากมาย ไยต้องมาเบียดกับนางในร่องแคบ ๆ นี้ด้วย?
เฟิ่งสิงอวี้ก้มตาลง ทำราวกับมองไม่เห็นความไม่พอใจในดวงตานาง แล้วจงใจขยับกายดันนางเข้ามาในอ้อมแขนตนอีกนิด เบียดชิดยิ่งขึ้น มุมปากบางยกขึ้นเล็กน้อย
“……”
เห็นชัด ๆ ว่าจงใจ
เขามิใช่คนเที่ยงตรง เป็นสุภาพบุรุษมาโดยตลอดหรอกหรือ?
ดูเหมือนตั้งแต่พาเขามายังเมืองโยวตู้ เขาก็เริ่มเปลี่ยนไป หรือไม่ก็เริ่มเผยธาตุแท้ออกมาแล้ว……
ไม่แปลกที่ครั้งก่อนเขาบอกว่านางเข้าใจเขาผิดไปมาก ดูท่าเขาจะมิใช่คนดีอะไรจริง ๆ
ร้ายกาจนัก
ทั้งสองกลั้นหายใจและเก็บงำกลิ่นอายทั้งหมด
ไม่นาน ประตูเล็กที่ไม่สะดุดตาของคฤหาสน์รองก็ถูกผลักเปิดจากด้านในดัง “เอี๊ยด”
ฉู่ฉางหลานกับเยี้ยนซวีก้าวออกมาพร้อมกัน
รอยยิ้มอ่อนโยนที่มักประดับบนใบหน้าฉู่ฉางหลานหายไป คิ้วขมวดแน่น สีหน้าหนักอึ้ง
