ในหอดอกไม้ ฉู่ฉางหลานนั่งอยู่บนตำแหน่งประธานเรียบร้อยแล้ว
วันนี้เขาเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์แพรสีขาวจันทรา ยิ่งขับเน้นให้ดูสูงส่ง สง่างาม และเปี่ยมราศี
บนโต๊ะวางอาหารเช้าหน้าตาประณีตไว้เต็ม กลิ่นหอมกรุ่นลอยอบอวลชวนให้ลิ้มลอง
เมื่อเห็นม่อซังอวี๋เข้ามา รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏบนใบหน้าเขา สายตาหยุดอยู่บนร่างนางชั่วครู่ คล้ายเสียดายเล็กน้อยที่นางไม่ได้เปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ชุดใหม่ที่เขาส่งให้ ทว่าไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
“คุณหนูม่อมาแล้ว เชิญนั่งเถิด”
ม่อซังอวี๋ไม่เกรงใจ นั่งลงทันที
เฟิ่งสิงอวี้ยืนเงียบอยู่ด้านหลังนาง บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบ
“เขาเป็นอะไรไป?”
ฉู่ฉางหลานมองเฟิ่งสิงอวี้ แล้วถามอย่างสนใจว่า “ข้ารับใช้ของเจ้า ดูท่าจะไม่พอใจอยู่บ้างนะ?”
“อ้อ ระหว่างทางมาเมื่อครู่ ได้ยินคนกลุ่มหนึ่งพูดกันว่า คุณหนูลี่อาจจะมาจัดการข้า เขาได้ยินแล้วก็เลยโมโหอยู่หน่อย”
ม่อซังอวี๋หยิบตะเกียบขึ้นมา เริ่มกินอาหารของตนเอง “ไม่เป็นไร ปล่อยให้เขาโมโหสักพัก เดี๋ยวก็หายเอง”
เฟิ่งสิงอวี้ “……”
ฉู่ฉางหลาน “...คุณหนูลี่หรือ? เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้ากับนางไม่มีอะไร เพียงรับปากคนอื่นไว้ว่าจะดูแลนางเท่านั้น นางอารมณ์ไม่ค่อยดี หากได้พบกัน...”
“หากได้พบกัน ถ้านางไม่หาเรื่องข้า ก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าหาเรื่องข้า ก็พูดยากแล้ว”
ม่อซังอวี๋ตัดบทเขา “ถึงอย่างไร อารมณ์ของข้าก็ไม่ค่อยดีเหมือนกัน”
ฉู่ฉางหลานมองนาง ไม่พูดอะไรต่อ เพียงยิ้มอย่างมีนัย
มื้อนี้ม่อซังอวี๋แค่กินพอเป็นพิธีไปสองสามคำ ก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับ
เป็นเพราะสายตาของใครบางคนที่อยู่ด้านหลังร้อนแรงเกินไป นางรู้สึกว่าหากยังไม่ไป คงถูกสายตาของเขาเผาจนตาย
“จะกลับแล้วหรือ?”
ฉู่ฉางหลานลุกขึ้นตาม ถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยว่า “อาหารไม่ถูกปากหรือ?”
“ก็ดี”
ม่อซังอวี๋เดินไปได้สองสามก้าวก็หันกลับมาถามว่า “ข้าเดินไปไหนมาไหนในตำหนักประมุขเมืองได้ตามใจใช่หรือไม่?”
“แน่นอน”
ฉู่ฉางหลานพยักหน้า “นี่คือความจริงใจสูงสุดของข้า”
“ความจริงใจหรือ?”
ม่อซังอวี๋ยิ้มบาง ๆ อย่างเฉยเมย “ก็ดี”
ถ้าเช่นนั้นก็คอยดูกันว่าความจริงใจของเขาจะยืนยาวได้สักเพียงใด
กล่าวจบ นางก็ออกจากหอดอกไม้ไปพร้อมกับเฟิ่งสิงอวี้
