คืนนั้น
ม่อซังอวี๋พยายามอย่างไม่ย่อท้อ ประกอบกับเข้าใจตนเองเป็นอย่างดี จึงคอยทำลายผนึกจากจุดที่อ่อนแอที่สุดด้วยวิธีลัดอันแยบยล ในที่สุดก็เกิดสัญญาณคลายตัวขึ้นเล็กน้อย
ผนึกแตกร้าวเป็นช่องเล็ก ๆ หนึ่งช่อง
ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีทั่วหล้า!
นางสัมผัสได้ว่ามีพลังวิญญาณไหลจากญาณเข้าสู่ร่างนี้ แม้จะมีเพียงน้อยนิดราวกับขนวัวสักเส้น แต่นางก็ตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้
เรื่องนี้ยากกว่าตอนที่นางเพิ่งเรียนรู้การควบคุมพลังวิญญาณเมื่อครั้งนั้นเป็นร้อยเท่า
ผู้บำเพ็ญวิญญาณนับเป็นเผ่าพันธุ์ที่ค่อนข้างแปลก พวกเขาบำเพ็ญญาณ มิใช่ร่างกาย เว้นแต่วิญญาณจะแตกสลายไปกับฟ้าดินอย่างสิ้นเชิง มิฉะนั้นก็ถือว่าไม่ตายไม่ดับ
ในตระกูลซื่ออารมณ์ ผู้ที่ร่างกายทนรับพลังวิญญาณจากญาณไม่ไหว จนสิ้นชีพตั้งแต่อายุยังน้อย มีเพียงม่อซังอวี๋คนเดียว
ช่างน่าอึดอัดใจจริง ๆ
หลายวันมานี้ นางทุ่มเทกับการฝ่าผนึกจนแทบลืมกินลืมนอน ทุกวันเฟิงเหมียนต้องนำอาหารมาให้ตรงเวลา นางถึงไม่ต้องทนหิว
แต่คืนนี้เฟิงเหมียนกลับไม่มาเสียที
ตอนแรกม่อซังอวี๋ก็ไม่ทันสังเกต จนกระทั่งฝ่าผนึกจนเกิดรอยแยกเล็ก ๆ นางจึงหยุดมือ พอเห็นว่าข้างนอกมืดสนิทแล้ว ถึงนึกขึ้นได้ว่าเวลานี้เฟิงเหมียนควรจะมาให้อาหารตั้งนานแล้วมิใช่หรือ
แม่สาวน้อยนั่นมัวทำอะไรอยู่?
ม่อซังอวี๋ลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสายในห้อง เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย อารมณ์ก็เบิกบานอย่างยิ่ง
ตอนนี้ในที่สุดผนึกก็เกิดรอยแยก ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดถือว่าผ่านไปแล้ว ต่อจากนี้เพียงคอยสัมผัสความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอยู่เสมอ การฟื้นคืนกำลังย่อมอยู่ไม่ไกล!
นางเปิดประตูห้องออกไป จึงพบว่าข้างนอกหิมะกำลังตก
ไอเย็นเยียบพัดปะทะใบหน้า
เกล็ดหิมะละเอียดโปรยปรายลงมาอย่างเงียบงัน หลังคา กิ่งไม้ที่โล่งเตียน และลานเรือนทั้งหมดล้วนขาวโพลนไปทั่ว
สายตาของนางตกลงบนห้องหนังสือฝั่งตรงข้าม เห็นว่าข้างในมีแสงไฟสว่างอยู่
หลายวันมานี้ นางทุ่มเททั้งกายใจให้กับการฝ่าผนึก ไม่สนใจเรื่องในจวนและโลกภายนอก ทั้งยังไม่มีใครมาหาเรื่อง นางจึงยินดีที่ได้อยู่อย่างสงบ
ม่อซังอวี๋ยืนรออยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่เห็นเฟิงเหมียนมา
