เมื่อมาถึงหน้าประตู เฟิ่งสิงอวี้ยืนอยู่เพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับไปยังห้องของตน
เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมไปอาบน้ำสักครา
ภายในห้องริมตะวันออก
ม่อซังอวี๋กินอาหารรองท้องไปเล็กน้อยก่อน ต้มยามาตลอดทั้งวัน จำต้องพักผ่อนให้ดีสักหน่อยเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรง
หลังจากพักผ่อนราวครึ่งชั่วยาม
นางจึงเดินไปลงกลอนประตูห้องให้เรียบร้อย
จากนั้นก็หยิบไม้เล็กกับเชือกที่เตรียมไว้ตั้งแต่เช้าออกมา ไม้เล็กมีไว้ป้องกันไม่ให้ตนกัดลิ้น หากทนความเจ็บปวดไม่ไหว
ส่วนเชือก นางตั้งใจใช้มัดมือมัดเท้าตนเองไว้ จะได้ไม่ทำเสียงดังจนคนอื่นรู้เข้า
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว นางก็ยกชามยาขึ้นดื่มโดยไม่ลังเล ดื่มเข้าไปอึกใหญ่ติด ๆ กัน
กลิ่นยาขมฝาดแผ่ซ่านไปทั่วปาก
นางเพิ่งคำนวณใหม่เมื่อครู่ สมุนไพรเหล่านี้เติบโตด้วยพลังวิญญาณหล่อเลี้ยง ฤทธิ์ยาจึงดีกว่าสมุนไพรในยุคปัจจุบันของนาง ความเจ็บปวดก็ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่หากทนผ่านไปได้ ร่างนี้ของเจ้าของร่างเดิมก็จะเปลี่ยนแปลงจนเหมือนได้เกิดใหม่
“ม่อซังอวี๋ เจ้าทำได้”
หลังดื่มยาไปได้เพียงไม่กี่นาที ร่างกายของม่อซังอวี๋ก็เริ่มมีปฏิกิริยา
นางรีบขึ้นเตียง ใช้เชือกมัดมือมัดเท้าตนเองไว้ แล้วกำไม้เล็กไว้ในมือ เผื่อจำเป็นต้องใช้
ฤทธิ์ยาออกอย่างรวดเร็วและรุนแรง แทบจะทันทีที่จัดการทุกอย่างเสร็จ ธารความร้อนระอุสายหนึ่งก็ปะทุขึ้นจากกระเพาะ กลายเป็นเข็มน้ำแข็งแหลมคมถี่พร่างและเปลวเพลิง พุ่งพล่านไปทั่วแขนขาและอวัยวะภายในของนาง
ราวกับมีมือนับไม่ถ้วนกำลังฉีกกระชากเส้นลมปราณของนางพร้อมกัน ใช้เหล็กร้อนเผาไขกระดูก แล้วโยนร่างทั้งร่างลงไปในถ้ำน้ำแข็งเย็นยะเยือกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความเจ็บปวดรุนแรงดุจคลื่นยักษ์ถล่มภูเขา กลืนกินประสาทสัมผัสทั้งหมดในพริบตา
ม่อซังอวี๋กัดริมฝีปากล่างแน่น รสคาวเลือดเข้มข้นเอ่อคลุ้งอยู่ในปาก เล็บจิกฝ่ามือลึกลงไป ทิ้งรอยแผลโค้งคล้ายจันทร์เสี้ยวไว้หลายรอย
ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ขดตัวงองุ้ม เหงื่อไหลโทรมกาย ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ทว่านางกลับฝืนไม่ให้เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดออกจากลำคอแม้แต่เสียงเดียว
