เห็นม่อซังอวี๋ไม่สนใจตน ทั้งยังไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ฉู่ฉางหลานจึงถามขึ้นอีกครั้ง “คุณหนูม่อ ท่านเสียใจหรือไม่”
“เสียใจเรื่องอะไร”
ม่อซังอวี๋หันไปมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนย้อนถาม “เสียใจที่ให้เจ้าผนึกเส้นลมปราณของตนเองหรือ เจ้านี่คิดมากไปแล้ว”
“……”
ฉู่ฉางหลานถูกนางย้อนจนพูดไม่ออก
ม่อซังอวี๋หันสายตากลับไปยังประตูหิน แววตาพลันเคร่งขรึมขึ้น
เมื่อใช้กำลังพังเข้าไปไม่ได้ เช่นนั้นก็เปลี่ยนวิธี
นางยกมือทั้งสองขึ้น หันฝ่ามือเข้าหากัน พลังวิญญาณพลันรวมตัวอย่างรวดเร็ว
“เนรมิตสรรพสิ่งแห่งสวรรค์!”
สิ้นเสียงของนาง เสียงหึ่งแหลมบาดหูก็ดังขึ้นฉับพลัน
ชั่วพริบตาต่อมา อาวุธขนาดใหญ่รูปร่างประหลาดก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง
ส่วนปลายด้านหน้าคือใบเลื่อยทรงกลมขนาดมหึมา มีฟันเลื่อยเต็มขอบ กำลังหมุนด้วยความเร็วสูง
มันมีขนาดใหญ่ขึ้นหลายเท่า
สิ่งที่นางใช้พลังวิญญาณเนรมิตขึ้นคือใบเลื่อยเพชรฝังเหล็ก... จักรเลื่อย!
ฉู่ฉางหลานเห็นเช่นนั้น สีหน้าพลันฉายแววสงสัยและตกตะลึง
นี่...นี่มันอาวุธอะไรกัน
ม่อซังอวี๋ใช้สองมือจับจักรเลื่อย แล้วถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป
ใบเลื่อยทรงกลมที่กำลังหมุนเปล่งแสงสีน้ำเงินเข้ม เสียงหึ่งพลันดังสูงขึ้น จนแหลมคมบาดหูอย่างยิ่ง
นางก้าวไปข้างหน้า วางคมฟันเลื่อยที่หมุนด้วยความเร็วสูงลงบนประตูหินหนาหนัก
“ซี่... ครืด...”
เสียงแหลมบาดหูจากการตัดและเสียดสีดังก้องไปทั่วพื้นที่ กลบเสียงเคลื่อนไหวรอบด้านจนหมดสิ้น
ประกายไฟและผงหินกระเด็นกระจายอย่างบ้าคลั่งจากจุดที่สัมผัส เนื้อหินแข็งพิเศษของประตูถูกแรงตัดอันดุดันไถเปิดเป็นร่องลึก ราวกับมีดร้อนตัดเนย
ม่อซังอวี๋จับจักรเลื่อยไว้อย่างมั่นคง ค่อย ๆ เลื่อนไปตามขอบประตูหิน
เศษหินปลิวว่อน ฝุ่นผงฟุ้งกระจาย
ประตูหินหนาบานนั้นถูกนางตัดแยกออกทีละน้อยด้วยวิธีที่เหลือเชื่อเช่นนี้จริง ๆ
เฟิ่งสิงอวี้กำลังร้อนใจอยู่ด้านนอก ไม่รู้จะเปิดประตูหินบัดซบนี่อย่างไร จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังแหลมที่ยากจะเข้าใจแทรกเข้ามาในหู
ร่างของเขาชะงัก มองประตูหินอย่างไม่แน่ใจและระแวดระวัง
ไม่นานนัก เขาก็เห็นแสงสีน้ำเงินเข้มส่องทะลุออกมาจากกลางประตูหิน
จากนั้นประตูหินหนาหนักก็เริ่มแตกร้าวตามแนวแสง ก่อนพังทลายลง
ครืน!
