“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“เดาเอา”
ม่อซังอวี๋ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เพียงเอ่ยว่า “ไม่ต้องรีบร้อน รอเขากลับมาแล้วค่อยทำพิธีส่งมอบอำนาจก็ยังไม่สาย”
ฉู่ฉางหลานย่อมรู้ดีว่า ‘เขา’ ที่นางพูดถึงหมายถึงผู้ใด
เขายิ้ม เป็นการยุยงให้แตกแยกอย่างเห็นได้ชัด “อย่างไร องค์ชายเจ็ดจะชิงตำแหน่งประมุขเมืองกับภรรยาตัวเองหรือ? ตอนนั้นข้ายังไม่ได้แย่งตำแหน่งกับเย่อเอ๋อเลย...”
“ใครบอกว่าข้าจะแย่งกับนาง?”
เสียงของเฟิ่งสิงอวี้ดังมาจากด้านหลังทั้งสองคน ยังคงทุ้มต่ำและราบเรียบเช่นเดิม ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเย็นเยียบลงอย่างไม่มีสาเหตุ
เขาเดินไปยืนด้านหลังม่อซังอวี๋ โน้มตัวลงเล็กน้อย วางมือทั้งสองข้างลงบนที่เท้าแขนของเก้าอี้นาง
ร่างสูงใหญ่ทอดเงาลงมาปกคลุมนางไว้ทั้งหมด ก่อเกิดเป็นวงล้อมที่เปี่ยมด้วยความหวงแหนครอบครอง
เขาไม่ได้มองม่อซังอวี๋ สายตาทอดผ่านศีรษะนางตรงไปยังฉู่ฉางหลาน “ตำแหน่งประมุขเมือง ให้ฮูหยินข้าเป็นเถิด”
ม่อซังอวี๋เงยหน้าขึ้น เห็นเพียงแนวกรามที่คมชัดของเขา
นางไม่ได้พูดอะไร เพียงเอื้อมมือไปจับข้อมือของเขาที่วางอยู่บนที่เท้าแขน แล้วออกแรงเล็กน้อย
เฟิ่งสิงอวี้จึงยืดตัวขึ้นตามแรงของนาง
ม่อซังอวี๋จูงเขาเดินออกไปหลายก้าว ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าไม่เป็นประมุขเมือง เจ้าอย่าไปฟังเขาพูดเหลวไหล”
นางเป็นคนใช้ชีวิตตามใจตนเองมาตลอด หากได้เป็นประมุขเมืองแล้ว ต่อไปนางยังจะมีอิสระอีกหรือ?
ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด
นางแย่งชิงอำนาจได้ แต่จะยอมให้อำนาจผูกมัดตนเองไม่ได้เป็นอันขาด
เมื่อเฟิ่งสิงอวี้ได้ยินเช่นนั้น ก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่อยากเป็นก็ไม่ต้องเป็น เจ้าอยากทำสิ่งใดก็ทำ ไม่มีใครบังคับเจ้าได้”
เขาลดเสียงลง พลางขยับเข้าใกล้นาง “รวมถึงข้าด้วย”
หัวใจของม่อซังอวี๋เต้นวูบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ผู้ชายคนนี้ ทำไมถึงรู้สึกราวกับอ่านใจนางออกอย่างไรอย่างนั้น
เหตุใดจึงกลายเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเช่นนี้?
ม่อซังอวี๋พยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ไปทำพิธีส่งมอบอำนาจกับเขาก่อน ส่วนคนใต้บังคับบัญชาของเขา จะใช้งานได้หรือไม่ ยังต้องตรวจสอบกันอีกที”
“อืม”
