สายลมยามราตรีเย็นเยียบ พัดพาไอเย็นชื้นที่นางหอบออกมาจากจวนองค์ชายสามให้จางหายไป
โหยวหลีใช้วิชาตัวเบาอันล้ำเลิศของร่างเดิมหลบหนีออกจากจวนอันกินคนแห่งนั้นมาตลอดทาง
นางเลือกหลังคาร้านค้าริมถนนใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมองเห็นได้กว้างไกล แล้วเอนกายนอนหงายลงอย่างไม่สนภาพลักษณ์
กระเบื้องใต้ร่างกดทับจนเจ็บไปหมด ทว่ายามนี้นางกลับรู้สึกมั่นคงอย่างยิ่ง
การมีชีวิตอยู่ช่างดีเหลือเกิน
โหยวหลีหอบหายใจอย่างหนัก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง
นางยกมือขึ้นอาศัยแสงจันทร์เย็นเยียบมองปลายนิ้วที่ยังสั่นระริก
เมื่อครู่อยู่ต่อหน้าเซี่ยเจวี๋ย นางแทบต้องเค้นฝีมือการแสดงทั้งหมดในชีวิตออกมา จึงไม่เผลอปัสสาวะราดตรงนั้น
สามวัน
ให้ไปตามหามือสังหารที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง ผู้ชายคนนี้ไม่สั่งให้นางไปเด็ดดวงจันทร์บนฟ้าเสียเลยล่ะ
สังคมศักดินาชั่วร้าย ระรานกันในที่ทำงานอย่างไร้มนุษยธรรม
โหยวหลีด่ามารร้ายเจ้าเล่ห์อย่างเซี่ยเจวี๋ยในใจซ้ำไปซ้ำมาอยู่แปดร้อยรอบ
นางกำลังจะปล่อยสมองที่ใกล้ไหม้เกรียมให้ว่างเปล่าเสียหน่อย
ทะลุมิติมักจะมีเงินติดตัวมา นางก็มี เพราะร่างเดิมเป็นมือสังหาร ค่าหัวที่ได้มานั้นไม่น้อย
ทะลุมิติมักจะมีหนุ่มหล่อหรือไม่? มีสิ แถมมีมากมาย เพียงแต่ล้วนอันตราย
ภายในสามวัน นางต้องทำภารกิจให้สำเร็จ แล้วยังต้องตามหามือสังหารที่ไม่มีตัวตนอีก
ไม่รู้ว่าถ้าฆ่าตัวตายตอนนี้จะกลับไปโลกปัจจุบันได้ไหม?
ขณะที่นางถอนหายใจยาวเหยียด คร่ำครวญถึงชีวิตทะลุมิติอันแสนสั้นและอับโชค หางตาก็เหลือบเห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่านสันหลังคาฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว
คนผู้นั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วประหนึ่งภูตผี แทบกลืนหายไปกับรัตติกาล เหยียบลงบนกระเบื้องเคลือบแล้วยังไร้ซึ่งเสียง
โหยวหลีลุกพรวดขึ้นนั่ง
ไม่นานนัก นางก็คุ้ยหาข้อมูลของคนผู้นี้จากซอกหลืบในความทรงจำได้เล็กน้อย
หากเซี่ยเจวี๋ยเป็นนายผู้ควบคุมทุกสิ่ง เป็นพญายมที่ยังมีชีวิต คนตรงหน้าผู้นี้ก็คือมือสังหารชั้นยอดที่สุดในหมู่องครักษ์เสวียน รหัสประจำตัวอู๋ตู้
คำว่าอู๋ตู้ หมายถึงไม่มีผู้ใดช่วยให้รอดพ้นได้
ได้ยินว่าเป้าหมายที่ถูกเขาจับจ้อง ต่อให้หลบเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน ก็ไม่มีทางได้เห็นดวงอาทิตย์วันรุ่งขึ้น
เขาคือเครื่องจักรสังหารที่ไร้ความรู้สึกอย่างแท้จริง เลือดเย็น โหดเหี้ยม ไม่พูดมากแต่ลงมือหนัก
หากเทียบฝีมือการต่อสู้ ร่างเดิมของนางต่อให้ควบม้าก็ยังตามยอดมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งองครักษ์เสวียนผู้นี้ไม่ทัน
แต่ถ้าเทียบวิชาตัวเบา ร่างเดิมกล้ายอมเป็นที่สอง ก็ไม่มีใครในองครักษ์เสวียนกล้ารับเป็นที่หนึ่ง
โหยวหลีลูบคาง จุดเด่นของนางคือสู้ไม่ไหวก็จริง แต่หนีทันแน่นอน
ร่างเดิมแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับอู๋ตู้ เพราะมือสังหารอย่างพวกเขาต่างใช้ชีวิตโดดเดี่ยวตามลำพัง
ทว่าในยามนี้ โหยวหลีกลับมีความคิดบ้าบิ่นผุดขึ้นมา
ลองเจรจากับคนผู้นี้ดู นางจ่ายเงินให้เขาช่วยสังหารองค์ชายห้า โอกาสสำเร็จก็สูง นางจะได้มีเวลาเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเพื่อคิดว่าจะส่งมือสังหารปลอมให้เซี่ยเจวี๋ยอย่างไร
อาศัยวิชาตัวเบาอันดับหนึ่งใต้หล้า โหยวหลีแตะปลายเท้าคราหนึ่ง ร่างเบาราวนกนางแอ่นพุ่งตามไป
สายลมยามราตรีหวีดหวิวข้างหู นางโคจรลมปราณทะยานตัวขึ้น เพียงไม่กี่จังหวะก็ย่นระยะห่างจากเงาดำนั้นได้
“อู๋ตู้”
โหยวหลีกดเสียงเรียก พยายามสร้างมิตรภาพจอมปลอมระหว่างเพื่อนร่วมงาน
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่คำทักทายอย่างเป็นมิตร หากเป็นไอสังหารเย็นเยียบอันน่าสะพรึง
เงาดำเบื้องหน้าพลันพลิกกายกลางอากาศ โดยไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย เขาตวัดมือกลับ ปล่อยประกายเย็นวาบคมกริบพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าโหยวหลี
ความเร็วของมันสูงเกินไป โหยวหลีมองไม่ออกด้วยซ้ำว่าอาวุธในมือเขาคืออะไร รู้เพียงเงามัจจุราชพลันปกคลุมทั่วร่าง
บ้าจริง ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ลงมือเอาชีวิตกันเลยหรือ!
โหยวหลีตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ความทรงจำของกล้ามเนื้อจากร่างเดิมปะทุขึ้นถึงขีดสุดในชั่วขณะนั้น
นางหงายตัวไปด้านหลังอย่างฉับพลัน หลบการโจมตีถึงตายได้อย่างหวุดหวิด
เส้นผมหลายเส้นถูกฟันขาด ลอยร่วงลงท่ามกลางสายลมยามราตรี
โหยวหลียังไม่ทันได้หายใจให้ทั่วท้อง การโจมตีระลอกที่สองของอู๋ตู้ก็ไล่ตามมาประชิดราวเงาตามตัว
คราวนี้นางมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจนเสียที
ใบหน้าอ่อนเยาว์แต่ไร้ชีวิตชีวา คิ้วตาหล่อเหลาอย่างยิ่ง
ดวงตาของเขาไม่มีอารมณ์ใดไหววูบ ราวกับกำลังมองศพที่เย็นชืดไปแล้ว
สภาพจิตใจของโหยวหลีพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
มือสังหารอันดับหนึ่งนี่ไม่รู้จักมนุษยสัมพันธ์เลยหรือ!
“พวกเดียวกัน อย่าฆ่าข้า!”
เมื่อเห็นกริชที่เปล่งประกายเย็นเยียบกำลังจะแทงเข้ากลางอก โหยวหลีก็เค้นศักยภาพทั้งหมดในชีวิตออกมา
นางกระชากป้ายเหล็กดำสลักอักษร “เซี่ย” ที่เอวออกมาอย่างทุลักทุเลแต่รวดเร็ว แล้วยกขึ้นเหนือศีรษะ
“ข้าคือเสี่ยวลิ่ว องครักษ์เสวียน เสี่ยวลิ่ว”
ปลายคมมีดเย็นเยียบหยุดลงอย่างกะทันหัน ห่างจากรูม่านตาของนางเพียงครึ่งชุ่น
ลมปราณคมกริบกรีดแก้มโหยวหลีจนเจ็บ นางสัมผัสได้แม้กระทั่งไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากกริช
อู๋ตู้หลุบตาลงเล็กน้อย สายตาหยุดอยู่บนป้ายเหล็กดำนั้น เขานิ่งค้างอยู่นานถึงสามวินาที
ท่ามกลางรัตติกาล ทั้งสองยืนแข็งค้างอยู่ในท่าทางประหลาดเช่นนั้น
โหยวหลียกป้ายไว้ มือสั่นราวกับเป็นโรคพาร์กินสัน แม้แต่หายใจก็ยังไม่กล้าออกแรง กลัวเหลือเกินว่าหากพี่ชายผู้นี้พลาดพลั้งเพียงนิด นางจะต้องไปรายงานตัวกับพญายมก่อนเวลา
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดอู๋ตู้ก็ลดกริชลงช้า ๆ
เขามองโหยวหลีด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ดวงตาสงบนิ่งราวผืนน้ำตายไร้คลื่น มีเพียงแววฉงนบางเบาจนแทบสังเกตไม่เห็น
“เสี่ยวลิ่ว?”
เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย คล้ายไม่ได้เอ่ยปากมานานแล้ว
โหยวหลีราวได้รับอภัยโทษ รีบพยักหน้าหงึกหงักราวลูกเจี๊ยบจิกข้าว
“ใช่ ๆ ข้าเอง รหัสประจำตัวเสี่ยวลิ่ว”
นางพูดพลางค่อย ๆ ยัดป้ายกลับเข้าอกเสื้อ แล้วเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากไปด้วย
อู๋ตู้จ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังตรวจสอบว่านางเป็นภัยหรือไม่
ชั่วขณะต่อมา เขาเอ่ยเสียงเย็นชาสามคำ
“ไม่รู้จัก”
กล่าวจบ เขาก็ไม่แม้แต่จะปรายตามองโหยวหลีอีก ก่อนหมุนกายกลืนหายไปในรัตติกาลไร้ขอบเขต ราวกับการสังหารฝ่ายเดียวอันน่าหวาดผวาเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
โหยวหลียืนนิ่งอยู่กับที่ ลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่าน หอบใบไม้แห้งหลายใบให้ลอยขึ้น
นางเหม่อมองทิศทางที่อู๋ตู้หายไป มุมปากกระตุกอย่างรุนแรง
เห็นได้ชัดว่ามือสังหารอันดับหนึ่งแห่งองครักษ์เสวียนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีนางอยู่
ช่างเถอะ ก็สมเหตุสมผลอยู่
อีกฝ่ายเป็นมือหนึ่งของสำนักใหญ่ ส่วนนางเป็นเพียงคนตัวเล็กไร้ตัวตนระดับล่างที่ยังจำเป้าหมายผิดได้
โหยวหลีถอนหายใจยาว รู้สึกว่าค่ำคืนนี้ที่ประสบพบเจอมาช่างทำให้หมดเรี่ยวแรงยิ่งกว่าทำงานล่วงเวลาติดต่อกันสามวันสามคืนเสียอีก
ยุคโบราณบ้าบอนี่ นางทนอยู่ต่อแม้แต่วันเดียวไม่ไหวแล้ว
ยิ่งคิด โหยวหลีก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ได้การ
นางยังสังหารองค์ชายห้าไม่สำเร็จ มือสังหารปลอมที่ต้องส่งให้เซี่ยเจวี๋ยก็หาไม่ได้
ถึงอย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี มิสู้จ้างคนมาทำแทนด้วยเงินเสียเลย
อย่างไรเสีย ร่างเดิมก็สะสมเงินไว้ไม่น้อยจากการเป็นมือสังหาร เก็บเงินไว้นางก็เอาไปใช้ในปรโลกอยู่ดี มิสู้เอามาซื้อชีวิตเสียยังดีกว่า
เมื่อตัดสินใจได้ โหยวหลีก็โคจรลมปราณทะยานกายอีกครั้ง พุ่งตามทิศทางที่อู๋ตู้หายไปอย่างรวดเร็ว
นางใช้วิชาตัวเบาอันดับหนึ่งใต้หล้าของร่างเดิมจนถึงขีดสุด ร่างกายพลิ้วไหวเบาหวิว
ในที่สุด เมื่อข้ามถนนใหญ่สายที่สามมาถึงหัวมุม นางก็พบเงาดำที่รวดเร็วประหนึ่งภูตผีอีกครั้ง
“อู๋ตู้”
เสียงเย็นใสของโหยวหลีดังขึ้นอย่างกะทันหันท่ามกลางรัตติกาล
เงาดำเบื้องหน้าชะงักเล็กน้อย ก่อนหยุดลงบนชายคาสูงชัน
คราวนี้เขาไม่ได้ชักอาวุธใส่นางโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
โหยวหลีแตะปลายเท้าลงพื้นอย่างแผ่วเบา ยืนห่างจากเขาสามก้าวอย่างมั่นคง
สายลมยามราตรีพัดชายเสื้อสีดำสนิทของอู๋ตู้ให้พลิ้ว เขาเอียงหน้า ดวงตาสงบนิ่งราวผืนน้ำตายกวาดมองนางอย่างเย็นชา
แสงจันทร์ขับเน้นแนวกรามเรียวงามของเขา ชายผู้นี้หล่อเหลาอย่างยิ่ง ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายเย็นชาที่ผลักไสผู้คนออกไปไกลนับพันลี้
โหยวหลีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ในใจ แต่บนใบหน้ากลับพยายามข่มความรู้สึกเอาไว้สุดกำลัง
นางคำนวณในใจอย่างรวดเร็วว่าควรใช้ถ้อยคำเช่นไรเปิดบทสนทนากับ “มือหนึ่ง” ผู้นี้ จึงจะไม่ดูผิดธรรมชาติ
กฎขององครักษ์เสวียนนางเข้าใจดี มือสังหารต้องไร้ความรู้สึก และยิ่งไม่ควรพูดจาไร้สาระ
แม้เมื่อครู่เพราะกลัวจนนางเกือบเสียภาพลักษณ์ไปบ้าง แต่ก็เป็นเหตุฉุกเฉิน ย่อมพอให้อภัยได้ อีกทั้งเกิดขึ้นกะทันหันเพียงนั้น นางเชื่อว่าอู๋ตู้เองก็ยังตั้งตัวไม่ทัน
หากนางยิ้มแย้มเข้าไปตีสนิทในยามนี้ พี่ชายผู้นี้คงคิดว่านางเสียภาพลักษณ์ แล้วจับนางเป็นไส้ศึกสังหารทิ้งเสีย
เย็นชา นางต้องเย็นชาเข้าไว้
การซื้อขายอย่างไร้ความรู้สึกต่างหาก คือวิธีสื่อสารที่มั่นคงที่สุดระหว่างมือสังหาร
โหยวหลีสูดลมหายใจลึก พยายามทำสายตาให้ดูเหมือนมือสังหารเลือดเย็นผู้ผ่านโลกมามาก
“ข้ามีเรื่องจะซื้อขายกับท่าน”
นางจงใจลดเสียงลง ให้ฟังดูไร้ความรู้สึก
