เย่หย่งเป็นแค่เด็กสี่ขวบ ย่อมไม่มีความคิดซับซ้อนแบบผู้ใหญ่ เรื่องเดียวที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือแม่บอกว่าไม่ชอบอาเล็ก ถ้าอยู่บ้าน ครอบครัวก็จะไม่ถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะ
ปัญหาด้านสติปัญญาของเย่จื้อฟางเริ่มเห็นชัดตั้งแต่ขึ้นชั้นประถมปีที่สอง ตอนปีหนึ่ง เธอยังทำโจทย์บวกลบเลขภายในยี่สิบได้ แต่พอเป็นร้อย คุณครูสอนยังไงก็สอนไม่เข้าใจ
นอกจากเลขแล้ว วิชาภาษาจีนที่ต้องท่องบทกวีโบราณยิ่งจำไม่ได้เลย จำท่อนบนได้ แต่ลืมท่อนล่าง
ต่อมาเพื่อนร่วมชั้นพากันตีตัวออกห่างจากเย่จื้อฟาง เมื่อทุกคนขึ้นชั้นปีที่สาม เย่จื้อฟางสอบปลายภาคครั้งสุดท้ายของปีสอง ได้คะแนนเลขกับภาษาแค่หลักหน่วยเดียวเอง สุดท้ายไม่มีทางเลือก ครอบครัวจึงต้องพากลับบ้าน
แม้แต่พี่ชายคนโตกับคนรองมาสอนให้เอง เย่จื้อฟางก็ไม่เข้าใจความรู้ในตำรา นานวันเข้า พฤติกรรมบางอย่างของเธอเริ่มต่างจากคนปกติ
ถึงตอนนั้นครอบครัวถึงได้รู้ว่าเย่จื้อฟางมีปัญหาด้านสติปัญญา หลังจากนั้นเด็กบางคนในหมู่บ้านก็เรียกว่าเจ้าโง่
ตอนแรกพี่ชายคนโตกับคนรองของตระกูลเย่จะไปทุ่มเถียงหรือต่อยตีกับคนอื่น แต่พอนานไปก็ห้ามไม่ให้ใครพูดแบบนั้นถึงน้องสาวได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง เย่จื้อฟางจู่ ๆ ก็พูดขึ้นว่า "หนูไม่ได้โง่นะ แค่เรียนความรู้ในตำราพวกนั้นไม่ได้เอง คนว่าหนูโง่น่ะ เดี๋ยวก็ป่วยหรอก"
ผลก็คือไม่กี่วันต่อมา เด็กในหมู่บ้านล้มป่วยกันระนาว บางคนเป็นไข้ลดไม่ลงสักที บางคนเป็นหวัดน้ำมูกไหลไม่หยุด ยิ่งมีบางคนปวดท้องดิ้นไปมาจนหมอเถื่อนในหมู่บ้านมาดูก็ไม่หาย
สุดท้ายคนที่เคยว่าเย่จื้อฟางล้วนได้รับบทลงโทษ ต้องให้ครอบครัวพาไปโรงพยาบาลในอำเภอถึงหายขาด แต่ละบ้านเสียเงินค่ารักษาให้ลูกไปไม่น้อยเลย
