เฉินตงผิงเดินตามอยู่ห่าง ๆ ไม่ไกลนัก ลุงหลี่แม้อายุราว ๆ สี่สิบ แต่เพราะต้องใช้แรงงานหนักมาทั้งปีจึงทำให้หลังของเขาโก่งงอ ศีรษะเองก็มีผมหงอกแซมจนดูเหมือนอายุย่างเข้าวัยห้าสิบ
ลุงหลี่แบกเครื่องซักผ้าเดินไปอย่างช้า ๆ ไม่ใช่เพียงต้องระวังเท้าเท่านั้น แต่ยังต้องคอยไม่ให้เครื่องซักผ้าถูกกระแทกด้วย ในที่สุดหลายนาทีต่อมาเขาก็มาถึงหน้าประตูห้อง 306
เมื่อวางเครื่องซักผ้าลงหน้าห้อง 306 เหงื่อก็ท่วมศีรษะลุงหลี่จนชุ่ม เผยให้เห็นว่าอาชีพพนักงานส่งของนั้นไม่ง่ายเลยจริง ๆ
เย่จื้อฟางได้ยินเสียงข้างนอกจึงเดินออกมา ตอนเห็นลุงหลี่ก็สะดุ้งเล็กน้อย
คนนี้ไม่ใช่คนที่มาส่งเฉินตงผิงครั้งก่อนหรอกหรือ ยังช่วยขนของขึ้นตึกให้รอบแล้วรอบเล่าอีก คราวนั้นตนไม่ได้ให้เงินสักแดงเดียว พูดกันตามตรงนั่นคือตนทำไม่ถูก
ฉับพลันนางก็เปลี่ยนใจ โชคดีในกระเป๋ามีเงินมากกว่าสามหยวนนั้น นางก้มมองแล้วหยิบแบงก์สิบหยวนยื่นให้
“ลุงหลี่ รับเงินนี้ไปนะ ฉันรู้ว่าส่งเครื่องซักผ้าถึงบ้านต้องมีค่าส่ง”
ลุงหลี่มองแบงก์ใหญ่ใบละสิบ ไม่ได้ยื่นมือไปรับ กลับนึกอะไรขึ้นได้ “แม่หนู เธอให้เฉินตงผิงอยู่ด้วยได้ก็ไม่ง่ายแล้ว เงินนี้ฉันรับไม่ได้”
พูดพลางลุงหลี่ก็แกะเชือกที่พันรอบเครื่องซักผ้าออก ที่ไม่ยกเข้าห้องก็เพราะบางบ้านวางเครื่องซักผ้าในห้องน้ำ ถ้ายกเข้าห้องเดี๋ยวก็ต้องขนออกมาอีก
เย่จื้อฟางไม่ใช่คนขี้งก วางเงินสิบหยวนใส่กระเป๋าเสื้อลุงหลี่โดยตรง
