บังเอิญเหลือเกินที่เย่จื้อฟางเพิ่งแต่งตัวเสร็จก็เดินมาถึงประตูครัว และอยากฟังว่าแม่จะพูดอะไร
แม่ที่กำลังทำงานอยู่ในครัววางมือจากอุปกรณ์ทันที “พี่สะใภ้ใหญ่ ต่อไปแม่อยากได้ยินคำนี้เป็นครั้งที่สอง ตอนเสี่ยวฟางเกิดได้ไม่นาน มีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาบิณฑบาตที่บ้าน บอกว่าเสี่ยวฟางเป็นดาวนำโชคของบ้าน ต่อไปครอบครัวเย่จะราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ และโตขึ้นเสี่ยวฟางก็มีวาสนานำทรัพย์ มีผู้สูงศักดิ์คอยช่วยเหลือ ต่อไปเจ้าอย่าไปกังวลเรื่องของเสี่ยวฟางเลย”
พี่สะใภ้ใหญ่เบะปาก คนแล้วคนเล่าบอกว่าน้องสามีเป็นดาวนำโชค นางไม่เห็นจะมองออกเลย ยังไงทั้งวันทั้งคืนทุกคนในบ้านก็คอยปรนนิบัติเธอ
เย่จื้อฟางพลิกม่านประตูเดินเข้าไปกะทันหัน เพราะวันนี้เป็นวันส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ แม่กับพี่สะใภ้ใหญ่กำลังเตรียมอาหารเย็นล่วงหน้า ข้างๆ มีแป้งโดที่นวดไว้แล้ว กับกะหล่ำปลีหั่นเต็มนึงชาม หมูยังไม่ได้ทำอะไร นี่กำลังจะสับให้ละเอียด
“แม่จ๊ะ หนูหิวแล้ว มีอะไรอร่อยๆ กินไหม”
ร่างเดิมมีสติปัญญาแค่แปดขวบ พอพูดจบก็เดินไปที่หม้อใบใหญ่ในครัว ปกติครอบครัวจะเก็บอาหารเช้าไว้ให้เย่จื้อฟาง
“อุ๊ย ระวังหม้อร้อนลวกนะ ล้างมือกลับไปที่ห้อง แม่เอาข้าวไปให้”
เย่จื้อฟางยื่นมือไปกลางอากาศแล้วหดกลับ ก็แม่แท้ๆ นี่นา แค่เปิดฝาหม้อจะให้ตัวเองลวกได้ยังไง
สุดท้ายก็เชื่อฟังแม่ ล้างมือในอ่างน้ำข้างๆ เห็นผ้าขนหนูสีเหลืองข้างๆ ก็เลิกคิดจะเช็ดมือ สะบัดๆ เอา ยังไงในห้องก็ไม่ได้หนาวมาก
แม่เย่วางโต๊ะเตียงลงบนเตียง มีกะหล่ำปลีดองตุ๋นวุ้นเส้นที่เหลือจากเมื่อคืน ชามนึง ข้าวต้มลูกเดือยหนึ่งถ้วย กับแป้งข้าวโพดปั้นเป็นก้อนใหญ่อีกชิ้น
“เสี่ยวฟาง ข้าวต้มลูกเดือยนี่แม่ตั้งใจทำให้ลูกนะ เมื่อคืนแม่เป็นห่วงทั้งคืน จับหัวลูกหลายครั้ง โชคดีที่ไม่ได้เป็นไข้ ใกล้จะตรุษจีนแล้ว ออกไปเล่นข้างนอกให้น้อยลงนะ อยากดูทีวีแม่เปิดให้”
แม่จ๋า เย่จื้อฟางรู้สึกว่าครอบครัวนี้ดีต่อตัวเองยิ่งกว่าครอบครัวในชาติก่อนอีก ถึงจะเป็นทีวีขาวดำ แต่ละครในทีวีก็สนุกมาก
“แม่จ๋า แม่ดีกับหนูจริงๆ”
นี่คือคำพูดจากใจจริงของเย่จื้อฟางที่ข้ามภพมา เธอคิดว่าสักวันหนึ่งถ้ามีโอกาสจะบอกว่าอาการโง่หายแล้ว จะใช้ชีวิตเป็นคนโง่ตลอดไปไม่ได้
แม่เย่ลูบผมลูกสาว ลูกสาวคนนี้นอกจากจะโง่ไปหน่อย ทุกอย่างก็ดี ปากก็หวานเหมือนเดิม
ทีวีขาวดำบนตู้ใกล้หน้าต่างเปิดแล้ว เย่จื้อฟางกินมื้อเช้าไปดูทีวีไป เรียกว่าเป็นคนมีความสุขที่สุดในบ้าน
พี่ใหญ่กับพี่รองเย่พากินมื้อเช้าเสร็จก็พาเย่หย่งออกไปข้างนอก สามคนเอาเครื่องมือตกปลามาที่นอกหมู่บ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องตกปลามาหลายตัว น้องสาวบอกอยากกินปลา ต้องสานฝันให้ได้
ส่วนพ่อเย่ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้อยู่ว่าง ตอนตรุษจีนงานหมู่บ้านน้อยลง แต่ทุกครัวเรือนต้องเตรียมพร้อมป้องกันอัคคีภัย
ทุกปีหมู่บ้านรอบๆ จะมีกองฟืนถูกจุดไฟเผา เด็กซนๆ มักจะโยนประทัดไปทั่ว ไม่ระวังก็โยนเข้ากองฟืน ไฟไหม้ทีดับยาก สุดท้ายได้แต่มองฟืนมอดไหม้หมด
วันนี้งานของพ่อเย่คือเดินเลียบถนนในหมู่บ้านให้ทั่ว มีเด็กไม่เชื่อฟังเล่นไฟก็รีบบอกคนในบ้าน ฟืนของแต่ละบ้านก็เป็นอุปกรณ์ให้ความอบอุ่นหน้าหนาว หากไม่มีของพวกนี้ การให้ความอบอุ่นในบ้านก็เป็นปัญหา
บนแม่น้ำนอกหมู่บ้านมีคนมาตกปลาไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน หลุมน้ำแข็งที่ชาวบ้านเจาะไว้เห็นอยู่ทั่วไป โชคดีที่เป็นหน้าหนาว หากผ่านตรุษจีนไปแล้วก็ไม่มีใครกล้าลงมาในน้ำแข็ง ทุกปีมีคนตกลงไปในน้ำเย็นจมน้ำตายก็เคยเห็นมา
สองพี่น้องเย่จื้อหย่วนกับเย่จื้อเหิงต่างคนต่างยึดหลุมน้ำแข็ง ชั้นน้ำแข็งบางจนเคาะเบาๆ ก็แตก ทั้งคู่เอาเหยื่อไขมันหมูเกี่ยวเบ็ดหย่อนลงในหลุม
เหยื่ออีกอย่างคือหนอนแดง หนอนแดงนี้ก็ช้อนจากหลุมน้ำแข็งได้ ใช้หนอนแดงเกี่ยวเบ็ดตกปลาตะเพียนแทบจะร้อยทั้งร้อย แน่นอนว่าต้องช้อนหนอนแดงได้ก่อน ไม่งั้นเอาแต่สวิงอันเล็กจะช้อนปลาก็ไม่ง่าย
นี่ก็เพราะเป็นบ้านผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านทั่วไปไม่มีทางเอาไขมันหมูมาเป็นเหยื่อ ใครมีไขมันหมูก็ต้องประหยัดใช้ ของสิ่งนี้มีค่ามาก
เย่หย่งนั่งยองๆ ข้างๆ ตามองหลุมน้ำแข็งไม่กระพริบ เมื่อวานเขากับป้าสาวมาโดยไม่ได้เอาอะไรเลย จะจับปลาได้ก็เพ้อฝัน
ทันใดนั้นสายเบ็ดของเย่จื้อหย่วนก็ขยับ เห็นได้ชัดว่ามีปลากินเหยื่อ เขารีบสาวสายเบ็ดอย่างคล่องแคล่ว มีปลาตะเพียนขนาดราวครึ่งกิโลกว่าติดเบ็ดจริงๆ
“พ่อ เจ๋งมาก เราจับปลาได้แล้ว เย็นนี้ได้กินปลาแล้ว”
เย่จื้อหย่วนเอาปลาตะเพียนที่เพิ่งตกได้ใส่ถังเหล็กที่เอามาด้วย ส่วนพี่รองเย่จื้อเหิงก็ตกปลาตะเพียนได้เหมือนกัน ถึงจะเล็กหน่อยแต่ก็เป็นปลา
ไม่ถึงครึ่งวัน ถังเหล็กที่เอามาใส่น้ำเวลาเดินทางก็เต็มไปด้วยปลา สองพี่น้องแทบไม่เชื่อสายตา
เมื่อก่อนพวกเขาก็เคยมาตกปลาบนน้ำแข็ง เอาเครื่องมือกับเหยื่ออย่างเดียวกัน แต่ก็ตกได้แค่ปลาตะเพียนตัวยาวคืบกว่าสองสามตัว ไม่พอกินทั้งบ้านคนละตัวด้วยซ้ำ แล้วนั่นยังเป็นจำนวนที่พวกเขาสองพี่น้องตกทั้งวัน
“พี่ใหญ่ เมื่อคืนน้องเล็กยังบอกว่าอยากกินปลา สรุปวันรุ่งขึ้นเราก็ตกได้ปลามากขนาดนี้ ปลาที่เหลือก็เลี้ยงไว้กินวันตรุษ ข้าว่าน้องเล็กเป็นดาวนำโชคของบ้านจริงๆ”
เย่จื้อฟางเองก็ไม่รู้ว่าปากตัวเองนี่ศักดิ์สิทธิ์นัก พอพูดอะไรก็มักจะเป็นจริง ที่แท้สองพี่ชายถึงดีกับเธอขนาดนี้
พ่อเย่เอามือไพล่หลังเดินตรวจตราในหมู่บ้านรอบหนึ่ง นอกจากเด็กซนสองสามคนวิ่งเล่นไม่กลัวหนาว ที่เหลือมีเด็กคนหนึ่งกำลังเล่นประทัดที่แกะออก ในขณะพ่อเย่เตือนก็รู้ว่าต้องไปจุดให้ห่างกองฟืน
ตอนนั้นเอง มีคนขี่จักรยานใหญ่มาแต่ไกล คนขี่คือเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ เป็นคนส่งจดหมายต่างๆ มายังหมู่บ้านนี้
“ผู้ใหญ่บ้าน รอก่อนนะ มีจดหมายลงทะเบียนของท่านส่งมาจากเมืองหลวง บ้านท่านรู้จักคนในเมืองหลวงด้วยหรือ”
บุรุษไปรษณีย์ถามผ่านๆ หยุดรถแล้วล้วงจดหมายลงทะเบียนที่เขียนชื่อผู้ใหญ่บ้านจากกระเป๋าผ้าใบสีเขียวด้านหลัง
พ่อเย่ยื่นมือไปรับ ด้านบนเขียนชื่อตัวเองอยู่จริง แต่ตัวเองไม่รู้จักใครในเมืองหลวงเลย ตัวเองไม่เคยแม้แต่ไปเมืองหลวง แล้วก็ไม่มีญาติอยู่เมืองหลวง นี่ใครส่งจดหมายมาให้
“ไม่รู้จัก”
พ่อเย่ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดตอนนี้ เอามือใส่จดหมายไว้ในกระเป๋ากางเกง ยังไงก็ใกล้บ้านแล้ว กลับบ้านค่อยอ่านก็ทัน
