จี้หมิงไต้แทบจะร้องเรียกโจวอี้ออกไปโดยไม่ทันคิด—
เขานี่มันยังไงกันนะ ไม่รู้หรือไงว่าควรช่วยเธอจัดการเรื่องยุ่งยากให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไป?
โจวอี้หยุดฝีเท้า แสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า “คุณหนูใหญ่ ผมไม่ถือโทษเรื่องเก่าแล้ว ยังเรียกผมทำไมอีกล่ะ?”
จี้หมิงไต้เงียบไป แต่เห็นได้ชัดว่าท่าทีอ่อนลงไม่น้อย
โจวอี้ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกได้ “คุณหนูใหญ่คงอยากให้ผมช่วยจัดการคนพวกนี้สินะ?”
“ก็จริง คุณหนูใหญ่ไม่ได้ปลุกพลังพิเศษ แถมยังบาดเจ็บ ตอนนี้ถูกฝูงหมาป่าล้อมไว้ จะเอาชีวิตรอดในโลกที่กลืนกินผู้คนแบบนี้ได้ยังไงล่ะ?”
เขาแสร้งทำเป็นคิดแทนจี้หมิงไต้ แต่ไม่มีทีท่าว่าจะยื่นมือช่วยอีกเลย
จี้หมิงไต้เองก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จึงจ้องโจวอี้เขม็ง
“โจวอี้ นายจงใจใช่ไหม”
“คุณหนูใหญ่ใส่ร้ายผมเกินไปแล้ว”
คราวนี้โจวอี้ทำหน้าเหมือนน้อยใจ ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงนัยชัดเจน “ยังไงเราก็รู้จักกันมาก่อน เอาอย่างนี้ ผมยอมไว้หน้าคุณหนูใหญ่สักครั้ง”
เขาย่อตัวลงสบตาจี้หมิงไต้ ก่อนชี้นิ้วไปที่ใบหน้าตัวเอง...แล้วฉีกยิ้มร้ายกาจ
“แค่คุณหนูใหญ่ยอมจูบผมสักที ผมก็จะพาคุณหนูใหญ่ไปด้วย ตกลงไหม?”
จี้หมิงไต้ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“เพี๊ยะ!”
เสียงตบดังสนั่น อากาศรอบข้างพลันนิ่งงัน
หลายคนสูดลมหายใจเฮือก ต่างถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับวินาทีถัดไปจะได้เห็นภาพจี้หมิงไต้ถูกฆ่าจนเลือดสาด
แต่โจวอี้เพียงเอียงหน้าเล็กน้อย ไม่เพียงไม่โกรธ มุมปากยังมีเสียงหัวเราะต่ำ ๆ หลุดออกมา คล้ายกำลังชมเชย
“แรงมือคุณหนูใหญ่ยังหนักแน่นเหมือนเดิมเลยนะ”
“โจวอี้ นายมันไร้ยางอาย!”
ก่อนหน้านี้ก็แสร้งทำเป็นให้อภัยแล้วแกล้งเธอ ต่อมายังฉวยโอกาสตอนเธอเสียเปรียบยื่นข้อเรียกร้องแบบนี้อีก!
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ใครกล้าทำกับเธอแบบนี้ จี้หมิงไต้คงสับคนคนนั้นเป็นชิ้น ๆ ไปนานแล้ว
แต่ตอนนี้เป็นวันสิ้นโลก ทั้งติดต่อพ่อแม่ไม่ได้ ระเบียบชนชั้นก็พังทลายลงทันทีที่พลังพิเศษปรากฏขึ้น
โจวอี้เห็นได้ชัดว่ารู้เรื่องนี้ดี และยังรู้ด้วยว่าจี้หมิงไต้ชอบรังแกคนอ่อนแอกว่า เขาจึงเอ่ยเสียงเรียบเย็น
“ดูท่าคุณหนูใหญ่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์สินะ”
สิ้นเสียง โจวอี้ก็เชยคางจี้หมิงไต้ขึ้นทันที แม้ฝุ่นเปื้อนผิวเธอเขาก็ไม่รังเกียจ ริมฝีปากบางแนบลงบนแก้มของเธอเบา ๆ
ในเวลาเดียวกัน เขาพลิกนิ้วยาวเบา ๆ สายฟ้าหลายสายพุ่งออกไปอย่างแม่นยำ ทะลวงอกของคนเหล่านั้น
กระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง ฉีกกระชากทุกส่วนของพวกเขาจนเจ็บปวด
เสียงกรีดร้องดังระงมขึ้นหลายระลอก สะท้อนก้องไปทั่วฟ้า
จี้หมิงไต้ตกใจจนลืมผลักโจวอี้ออกไปชั่วขณะ
“ไม่มีสมาธิเลยนะ”
เสียงไม่พอใจของโจวอี้ดังขึ้นข้างหู
จี้หมิงไต้ถึงได้สติว่าเมื่อครู่โจวอี้แอบจูบเธอ “โจวอี้ นาย...”
เธอแทบจะตบเขาอีกฉาดโดยไม่ทันคิด แต่ก็กลัวว่าคนที่ตายเป็นรายต่อไปจะเป็นตัวเอง
โจวอี้เห็นท่าทางโกรธแต่พูดอะไรไม่ได้ของเธอแล้วนึกขำ “คุณหนูใหญ่คงไม่คิดว่าผมยังชอบคุณอยู่หรอกนะ?”
เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ “เมื่อก่อนคุณหนูใหญ่ใส่ร้ายว่าผมขโมยของ ตอนนี้ผมแอบจูบคุณหนูใหญ่ ก็เท่ากับทำให้ข้อกล่าวหาตอนนั้นเป็นจริงไม่ใช่หรือไง?”
ไร้ยางอาย!
โจวอี้เห็นชัด ๆ ว่ายังหลงใหลรูปร่างหน้าตาของเธออยู่!
วินาทีถัดมา โจวอี้ก็แบกจี้หมิงไต้ขึ้นหลัง
“นายทำอะไรน่ะ!”
“ถ้าปล่อยให้ช้ากว่านี้ ขาคุณได้พิการจริง ๆ แน่”
จี้หมิงไต้หรี่ตามองอย่างสงสัย “นายใจดีขนาดนั้นเลยหรือไง?”
“เมื่อกี้ผมไม่ได้พูดแล้วเหรอ?”
โจวอี้แบกเธอเดินไปข้างหน้า “แค่คุณจูบผมสักที ผมก็จะพาคุณไปด้วย ถึงเมื่อกี้ผมจะเป็นฝ่ายจูบคุณ แต่ก็ไม่ต่างกันหรอก”
“โจวอี้!”
จี้หมิงไต้หมดความอดทน “นายมันสารเลว!”
“หืม?”
โจวอี้ตอบเนิบช้า “ถ้าอย่างนั้น ต่อไปคุณก็ต้องพึ่งไอ้สารเลวอย่างผมให้คุ้มครองแล้วล่ะ”
……
“โจวอี้หมอนั่นบอกว่าจะไปหาคน นี่ก็เกือบวันแล้ว ทำไมยังไม่มีข่าวเลยสักนิด?”
เฮ่อเหลียนเซิงนั่งอยู่บนเก้าอี้เอน พยายามชะเง้อมองเป็นระยะ “หรงซวี่ นายว่าเจ้าหมอนั่นจะเกิดเรื่องหรือเปล่า?”
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า “หรงซวี่” ได้ยินแล้วก็ไม่แม้แต่จะเงยเปลือกตา เอ่ยเสียงเรียบว่า
“เขาใกล้ทะลวงขั้นสี่แล้ว แถวนี้ไม่มีใครสู้เขาได้หรอก”
“ฉันรู้อยู่แล้วน่า”
เฮ่อเหลียนเซิงพลิกเนื้อย่างบนตะแกรงเหล็ก แล้วลดเสียงพูดต่อ “ที่ฉันกังวลคือฉินเจิง ก่อนออกไปโจวอี้ตั้งใจปิดเรื่องนี้จากเขา ให้พวกเราช่วยบังหน้าไว้ ตอนนี้...”
เขายังพูดไม่ทันจบ
หรงซวี่ก็เตือนขึ้นว่า “กลับมาแล้ว”
“หา?”
เฮ่อเหลียนเซิงถึงได้เงยหน้ามอง
บนหลังโจวอี้มีหญิงสาวเพิ่มมาอีกคน
ใบหน้าของเธอซีดขาว ดวงตากลมสวยชุ่มฉ่ำราวกับดวงตาจิ้งจอก มองมาอย่างบริสุทธิ์ทั้งเย้ายวน
เสน่ห์สองแบบที่แตกต่างกันสุดขั้วกลับไม่ขัดกันแม้แต่น้อยเมื่ออยู่บนตัวหญิงสาว ตรงกันข้าม กลับเข้ากันได้ดีกับความเอาแต่ใจและความสูงศักดิ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ยิ่งชวนให้คนคิดอะไรเกินเลย
เฮ่อเหลียนเซิงรู้สึกคอแห้งผาก
หรงซวี่ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
โจวอี้แบกจี้หมิงไต้ขึ้นรถบ้านทันที ภายในรถสว่างและกว้างขวาง มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟา
ชายคนนั้นสังเกตเห็นบาดแผลทะลุข้อเท้าของจี้หมิงไต้แทบจะทันที สีหน้าอ่อนโยนสง่างามเผยแววเวทนาอยู่หลายส่วน
โจวอี้กำลังจะพูด ปีกสีขาวบริสุทธิ์คู่หนึ่งก็แผ่ออกมาจากด้านหลังชายคนนั้น
หลังร่ายคาถาอยู่ครู่หนึ่ง บาดแผลบนตัวจี้หมิงไต้ก็เริ่มฟื้นฟูให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า
เธอเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
นี่มันพลังสายรักษาที่หาได้ยาก!
ไม่ว่าจะในชีวิตจริงหรือในเกม ผู้รักษาก็เป็นกำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้ของทีม
ยิ่งไปกว่านั้น พรสวรรค์ของชายตรงหน้าต้องไม่ต่ำกว่าระดับเอสแน่นอน
นั่นหมายความว่าทีมนี้ต้องแข็งแกร่งมากแน่ ๆ
“บาดแผลของคุณผู้หญิงหายดีแล้ว แต่สภาพจิตใจยังตึงเครียดมาก อีกทั้งเพิ่งปลุกพลังพิเศษ พลังงานจึงยังปั่นป่วนอยู่บ้าง หลังจากนี้คงต้องให้เธอพักฟื้นและปรับสมดุลด้วยตัวเองก่อน หากรักษาลึกไปกว่านี้ เกรงว่าจะส่งผลตรงกันข้าม”
“เข้าใจแล้ว”
โจวอี้ยื่นมือไปตบไหล่จี้เวินเหิงเบา ๆ “อาเหิง ขอบใจนะ”
จี้เวินเหิงยิ้มบาง ๆ “เรื่องเล็กน้อยน่า”
จี้หมิงไต้กลับจับใจความสำคัญในคำพูดของจี้เวินเหิงได้
อะไรนะ...เพิ่งปลุกพลังพิเศษ?
หรือว่าคุณหนูคนนี้กำลังจะมีพลังพิเศษแล้ว?!
พลังของเธอจะเป็นระดับเอสเอสเอสไปเลยไหม จากนั้นก็เปิดสูตรโกง ฝืนชะตาฟ้าดิน ไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต...?!
จี้หมิงไต้ยังไม่ทันได้ตรวจดูพลัง เสียงตะโกนจากด้านนอกก็ดังขึ้น
“เฮ้ คนบนรถ! อาหารเสร็จแล้ว รีบออกมากิน!”
โจวอี้จูงจี้หมิงไต้ไปหาที่นั่งด้านนอกทันที แล้วยังตักข้าวสวยชามใหญ่ให้เธอด้วย
มุมปากเฮ่อเหลียนเซิงกระตุก นั่นมันที่นั่งของเขาไม่ใช่หรือไง?
ในใจเขาพอจะเดาได้ลาง ๆ ว่าจี้หมิงไต้จะไปอยู่ที่ไหน แต่ก็ยังเอ่ยถามหยั่งเชิง
“ช่วยคนกลับมาแล้ว นายคิดจะจัดการยังไง? ส่งเธอไปฐานที่มั่นหรือ?”
หลังวันสิ้นโลกเริ่มต้นขึ้นได้ระยะหนึ่ง เจ้าหน้าที่ทางการในเขตชั้นล่างก็เริ่มดำเนินมาตรการฉุกเฉินที่เกี่ยวข้อง
พวกเขามีกองกำลังติดอาวุธหนักและเสบียงสำรองจำนวนมาก ทั้งยังรับสมัครผู้มีความสามารถจากทุกสารทิศเพื่อขยายฐานที่มั่น จัดตั้งกองกำลัง และร่วมกันประคับประคองผู้คนให้ต่อสู้กับวันสิ้นโลก
