ชุยซุ่นวางเรื่องทบทวนเนื้อเรื่องไว้ก่อน แล้วเดินสำรวจไปทั่วห้อง
บ้านที่เขาอยู่เป็นวิลล่าหลังเล็กสามชั้น ในเนื้อเรื่องเดิม ครอบครัวของเจ้าของร่างเป็นเศรษฐีใหม่ พ่อแม่ก็ไม่รู้จักรสนิยมอะไร การตกแต่งบ้านจึงยึดสไตล์ “ดูแพง” เป็นหลัก
งานบ้านมีแม่บ้านคอยจัดการ ส่วนเวลาออกไปไหนก็มีคนขับรถรับส่ง
พ่อแม่ของเจ้าของร่างไม่ค่อยกลับบ้าน พวกเขามีบ้านอีกหลังอยู่ใกล้บริษัท ที่ซื้อบ้านหลังนี้ก็เพื่อให้เจ้าของร่างเดินทางไปเรียนสะดวก
เจ้าของร่างเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ตอนนี้ แต่ที่จริงแล้วผู้เขียนเปลี่ยนจากโรงเรียนมัธยมเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบ และเพื่อให้พระเอกได้ผดุงความยุติธรรม “อันธพาล” ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงมีอยู่เต็มไปหมด จนแทบไม่ต่างจากโรงเรียนมัธยมแย่ ๆ
นอกจากนี้ สติปัญญาของตัวประกอบยังน่าเป็นห่วงสุด ๆ อย่างเจ้าของร่างนี่ไง หาเรื่องพระเอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ถูกอีกฝ่ายสวนกลับทุกครั้ง สุดท้ายคนที่ขายหน้าก็คือตัวเอง
ตอนอ่านหนังสือ ชุยซุ่นยังเคยหลุดปากว่า “นี่มันปัญญาอ่อนชัด ๆ”
ชุยซุ่นโยนกระดาษที่เขียนไปได้ไม่กี่คำทิ้งไว้ข้าง ๆ แล้วลุกขึ้น เริ่มออกตรวจอาณาเขตของตัวเอง
พอเดินขึ้นมาถึงชั้นสอง จู่ ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลัง เป็นอี้รั่วซีที่ไม่รู้โผล่มาจากไหน
เธอได้ยินเสียงดังจากด้านนอก กลัวว่าจะถูกลงโทษเพราะพักนานเกินไป จึงรีบตามมา
“อี้รั่วซี” ชุยซุ่นพยายามตีสนิท หาเรื่องชวนคุย “เธอโผล่มาจากไหนเนี่ย ตกใจหมดเลย”
พูดจบ เขาก็เห็นเด็กสาวชะงักไปนิดหนึ่ง
แค่แวบเดียวเท่านั้น ไม่นานก็กลับเป็นปกติ เร็วจนชุยซุ่นนึกว่าตัวเองตาฝาด
“ทางประตูค่ะ”
“ฮ่า ๆ ก็จริง แล้วมือเธอเป็นยังไงบ้าง ทายาหรือยัง?”
“แผลเล็กน้อยค่ะ ทำแผลเรียบร้อยแล้ว”
ชุยซุ่นรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง อยากหาเรื่องมาคุยให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่พอพูดออกไปกลับยิ่งรู้สึกแปลกกว่าเดิม
สายตาของเขากวาดจากด้านหนึ่งของห้องไปอีกด้าน ก่อนจะเหลือบไปเห็นกระโปรงของเด็กสาว
ชุดเมด ชวนให้คิดไปในทางนั้นสุด ๆ
ชุยซุ่นค้นความทรงจำในหัว เจ้าของร่างมีนิสัยเลวร้าย มักบังคับให้อี้รั่วซีใส่เสื้อผ้าประหลาด ๆ ตามรสนิยมของตัวเอง
ทั้งชุดเมด ชุดกี่เพ้า ชุดกะลาสี และอื่น ๆ
แต่ถึงจะใส่ชุดพวกนั้น อี้รั่วซีก็ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องตั้งแต่หัวจรดเท้า
เหตุผลหลักก็เพราะถ้าเธอถูกย่ำยีหรือลวนลาม ภายหลังตอนกลายเป็นหนึ่งในฮาเร็มของพระเอก นักอ่านคงไม่พอใจ
ใครจะอยากให้พระเอกเก็บของมือสองกันล่ะ ไม่ใช่แม่ม่ายเสียหน่อย
ผู้เขียนเรื่องต้นฉบับเลยยืนกรานเขียนให้เธอเป็นสาวบริสุทธิ์
นิยายแนวสะใจนี่นา เอาให้สะใจก็พอแล้วไม่ใช่หรือไง?
อย่างไรก็แค่เขียนประโยคเดียวเอง
แต่เรื่องนี้กลับทำให้ชุยซุ่นลำบากไปด้วย
“ไปเปลี่ยนชุดซะ”
“ค่ะ คุณชาย”
อี้รั่วซีรับคำพลางก้มหน้า แล้วหันหลังเดินออกไปทางประตู
ไม่นานเธอก็กลับมา คราวนี้กลับสวมชุดนักเรียนญี่ปุ่น!
เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกระโปรงลายตารางสั้นเหนือเข่า
เด็กสาวแต่งตัวแบบนี้ดูสวยก็จริง แต่กลับไม่มีชีวิตชีวาอย่างสาววัยรุ่นเลยสักนิด ได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น
เหมือนหุ่นเชิดที่ไร้ชีวิต
ประโยคนั้นผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง
“เอ่อ...”
เดิมทีชุยซุ่นคิดจะบอกให้เธอไปเปลี่ยนชุดใหม่ แต่พอค้นความทรงจำดูก็พบว่าเสื้อผ้าของอี้รั่วซีล้วนเป็นของที่เจ้าของร่างสั่งซื้อ
และในนั้น...ไม่มีชุดที่ปกติเลยสักชุด
ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าดีกว่า
ชุยซุ่นนึกถึงเรื่องสำคัญที่สุดขึ้นมา นั่นคือการทำให้อี้รั่วซียกโทษให้
เขาเรียกอี้รั่วซีมาที่ข้างโซฟา แล้วพูดอย่างเป็นกันเองว่า “มานี่สิ อี้รั่วซี นั่งตรงนี้”
อี้รั่วซีแทบไม่มีปฏิกิริยา ไม่ถามเหตุผลด้วยซ้ำ เพียงนั่งลงตรงที่ชุยซุ่นชี้
ส่วนชุยซุ่นก็นั่งลงบนโซฟาอีกฝั่ง ก่อนจะเริ่มพูดอย่างระมัดระวัง
“วันนี้ฉันมีเรื่องสำคัญมากจะบอกเธอ”
อี้รั่วซีไม่แสดงปฏิกิริยา เพียงมองเขาด้วยดวงตาว่างเปล่า
ชุยซุ่นรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล แต่ก็พูดต่อ “ถือซะว่าฉันสำนึกผิดแล้วกันนะ ต่อจากนี้ไป ฉันจะไม่รังแกเธออีกแล้ว”
พูดจบ ชุยซุ่นก็มองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
เด็กสาวผมดำในชุดนักเรียนญี่ปุ่นไม่มีปฏิกิริยาอะไร เพียงนั่งอยู่บนโซฟาอย่างว่าง่าย
“ฉันหมายความว่า ต่อไปนี้ฉันรับรองว่าจะไม่รังแกเธออีกแล้ว”
ชุยซุ่นกลัวอีกฝ่ายฟังไม่ชัด จึงพูดซ้ำอีกรอบ
แต่อี้รั่วซีก็ยังไม่ตอบสนอง
“แล้วก็ เพื่อชดเชยให้เธอ เธอขออะไรจากฉันก็ได้ อะไรก็ได้เลย เอ่อ แล้วก็...”
ชุยซุ่นเริ่มร้อนใจ อี้รั่วซีไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย ไม่มีสีหน้าเคลือบแคลงไม่อยากเชื่อ ไม่มีท่าทีดีใจ และไม่ถามต่อ
จนกระทั่งชุยซุ่นพูดจบ เธอถึงพยักหน้าอย่างไร้อารมณ์ “ค่ะ คุณชาย”
หัวใจของชุยซุ่นดิ่งวูบลงไป
ไม่ใช่สิ มีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เขารีบค้นความทรงจำของเจ้าของร่าง แล้วพบว่าฉากแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
เจ้าของร่างจงใจสั่งให้เธอทำงานหนัก ไม่ยอมให้ใครช่วย แล้วหัวเราะเยาะเสียงดังเมื่อเห็นเธอล้มลงอย่างน่าเวทนา
เขาขังเธอไว้ในตู้ ไม่ว่าเธอจะร้องไห้หรืออ้อนวอนแค่ไหนก็ไม่ยอมเปิด
ยังใช้ปากกาเขียนถ้อยคำชั่วร้ายจนเต็มเสื้อผ้าของเธอ
ทุกครั้งที่อี้รั่วซีถูกกลั่นแกล้งจนร้องไห้ คุณชายผู้มีนิสัยเลวร้ายก็จะพูดว่า “ฉันจะไม่รังแกเธออีกแล้ว”
บางครั้งพูดเล่น บางครั้งพูดจริงจัง บางครั้งก็ทิ้งข้อความไว้บนกระดาษ แต่พริบตาเดียวเขาก็ผิดคำพูด ทั้งหัวเราะเยาะความไร้เดียงสาของเด็กสาว ทั้งกลั่นแกล้งเธอต่อไป
ชุยซุ่นกำหมัดแน่น ในที่สุดก็เข้าใจ
เธอถูกหลอกมามากเกินไป จนไม่เชื่อเขาอีกแล้ว
ตอนแรกอี้รั่วซียังเบิกตาที่มีหยาดน้ำตาคลอ แล้วถามอย่างแปลกใจว่า “จริงเหรอ?” แต่หลังจากผ่านไปหลายครั้ง ความหวังของเธอถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายจึงด้านชาไปแล้ว
เรื่องพวกนี้ไม่ได้เขียนไว้ในหนังสือ ชุยซุ่นรู้ว่าตัวร้ายคนนี้ถูกปั้นให้ชั่วร้ายถึงขีดสุด แต่ไม่คิดว่าจะเลวได้ถึงขนาดนี้
คำรับปากลอย ๆ ไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป ชุยซุ่นลุกขึ้น ตั้งใจจะพิสูจน์ด้วยการกระทำ
“ฉันจะพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าที่ห้าง ชุดเก่า ๆ ไม่ต้องใส่แล้ว ทิ้งไปได้เลย”
อี้รั่วซีลุกขึ้น เดินตามหลังเขาไป
ดวงตาหม่นมืดของเธอมองคนที่เดินอยู่ข้างหน้า
เป็นแบบนี้อีกแล้ว
เมื่อครู่ยังพูดอยู่เลยว่าจะไม่รังแกเธออีก แต่พริบตาต่อมาก็เผยธาตุแท้ออกมา
คำพูดเสแสร้งพวกนั้น เธอจะไม่เชื่ออีกแล้ว
……
คนขับรถพาทั้งสองมาส่งที่ห้างสรรพสินค้า ชุยซุ่นลงจากรถ ส่วนอี้รั่วซีก็ลงตามมาติด ๆ
ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเอ
แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้าง เสียงพลุก็ดังสนั่น ริบบิ้นโปรยลงมาทั่วฟ้า ผู้คนพากันโห่ร้องยินดี
“ยินดีด้วย!!”
ชุยซุ่นยืนนิ่งแข็งทื่ออยู่ตรงทางเข้า
ริบบิ้นเส้นหนึ่งตกลงบนหัวเขา
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
มีคนล้อมอยู่หน้าทางเข้าเต็มไปหมด ในมือพวกเขาถือลูกโป่งกับริบบิ้น บางคนก็ยกกล้องถ่ายวิดีโออยู่ด้วย
ดูเหมือนกำลังจัดกิจกรรมอะไรสักอย่าง
อี้รั่วซีที่เดินตามหลังมองผู้คนรอบตัวอย่างงุนงง ร่างกายหดเกร็งโดยไม่รู้ตัว
ชุดที่เธอสวมดูสะดุดตา พอถูกคนมากมายรายล้อม สายตาหลายคู่ก็จับจ้องมาที่เธอ ร่างกายของเธอพลันตึงเครียดขึ้นมา
โดยเฉพาะกล้องตัวนั้น ยิ่งทำให้เธอรู้สึกอับอาย
นี่เป็นการแกล้งของคุณชายชุยอีกหรือเปล่า?
ขณะที่กำลังคิด เสียงของชุยซุ่นก็ดังมาจากด้านหน้า
เขาชี้ไปที่กล้องซึ่งหันมาทางตัวเอง แล้วพูดอย่างไม่พอใจว่า “ทำอะไรน่ะ? เอากล้องมาถ่ายฉันทำไม?”
