ลู่เซียวเผชิญหน้ากับการล้อมปราบร่วมกันของผู้มีพลังพิเศษกว่าสิบคน แต่ไม่คิดถอย เขามีข้อได้เปรียบด้านระดับพลัง จึงรับมือคนจำนวนมากได้ด้วยตัวคนเดียว
แต่มีเงื่อนไขว่าต้องจบศึกให้เร็ว หากอีกฝ่ายจงใจยื้อเวลา เมื่อพลังจิตของเขาหมดลง เขาก็จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที
เห็นได้ชัดว่าผู้มีพลังพิเศษกลุ่มนี้ใช้กลยุทธ์ถ่วงเวลาเพื่อบั่นทอนเขา จงใจวนเวียนรบกวน คอยโจมตีฉาบฉวยแต่ไม่ยอมปะทะตรง ๆ
ลู่เซียวอยากสู้ก็โจมตีไม่โดน อยากถอยก็หนีไม่พ้น น่ารำคาญจนแทบคลั่ง
ในเวลาเดียวกัน เซินเฮ่อหมิงฉวยโอกาสใส่ความลู่เซียวด้วยข้อหาปล้นฆ่า กักตุนเสบียงส่วนตัว ปล้นชิงทรัพย์จากคนชั้นล่าง และแบ่งแยกดินแดนหลบหนี ก่อนประกาศข่าวไปทั่วฐานที่มั่น
ข่าวแพร่ไปถึงหน่วยพิฆาตพิเศษที่ลู่เซียวเคยสังกัดอย่างรวดเร็ว ทีมของเขามีสมาชิกทั้งหมดเจ็ดคน เป็นชายห้าคนหญิงสองคน ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือ
พวกเขาร่วมเป็นร่วมตายกับลู่เซียวมาหลายปี ย่อมรู้จักนิสัยใจคอของเขาดีกว่าคนนอก
“หัวหน้าทรยศฐานที่มั่นเนี่ยนะ เป็นไปได้ยังไง?” ซือเทียนเหลย สมาชิกทีมรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงกลางวันแสก ๆ
“เบื้องบนประกาศอย่างเปิดเผยไปแล้ว เรื่องจริงหรือไม่จริงยังสำคัญอะไรอีก? ฉันเตือนเขามาตั้งนานแล้วว่าอย่าทำตัวโดดเด่นเกินไป ตอนนี้ถูกแปะป้ายว่าเป็นคนทรยศ ทีมเราก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย” รองหัวหน้าทีมต่อยกำแพงอย่างแรง สีหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
“โจวเหย่! นี่นายพูดภาษาคนหรือเปล่า? ป่านนี้แล้วยังคิดถึงแต่ตัวเองอีกเหรอ?!” ซือเทียนเหลยพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อโจวเหย่
ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองปะทุขึ้นในชั่วพริบตา โจวเหย่ยกเท้าเตะซือเทียนเหลยอย่างแรงจนกระเด็น ก่อนคำรามว่า “ฉันเป็นรองหัวหน้าทีม ก็ต้องคิดเผื่อคนอื่นสิ ฉันผิดตรงไหน? ถ้านายเป็นห่วงคนทรยศขนาดนั้น ก็ไปหาเขาเองเลย!”
“ไม่ต้องให้นายบอก ฉันไปอยู่แล้ว!” ซือเทียนเหลยลุกขึ้น สะบัดมือเพื่อนร่วมทีมที่เข้ามาพยุงออก แล้วพุ่งตัวออกไป
