เซินอู้เฉียวตบข้อศอกที่เปื้อนฝุ่นของตัวเอง เจ็บเหมือนถูกเข็มทิ่มแทง คงถลอกไปแล้วแปดส่วน
เธอกัดฟันลุกขึ้นยืน มองลู่ชิงเสวี่ยที่โจมตีเธอ “ฉันไปทำให้เธอขุ่นเคืองตอนไหน ถึงได้อยากเอาชีวิตฉัน!”
“เซินอู้เฉียว เลิกทำตัวไร้เดียงสาอย่างโง่เขลาได้แล้ว นี่คือวันสิ้นโลก โลกของวันสิ้นโลกเป็นของผู้แข็งแกร่ง คนไร้ค่าอย่างเธอไม่มีสิทธิ์มีชีวิตอยู่”
“เธอพูดเหลวไหล! ไม่ว่าเมื่อไร ขอแค่ไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่สร้างภาระให้คนอื่น อยากใช้ชีวิตแบบไหนก็ใช้ไป ทุกคนมีสิทธิ์มีชีวิตอยู่ทั้งนั้น!”
“แต่เธอไม่ใช่ภาระของคนข้าง ๆ เธอหรอกหรือ?”
“เธอพูดบ้าอะไร! เจ้านายของเราไม่ใช่ภาระสักหน่อย!” เถี่ยหนิวแผดเสียงตะโกน
เจ้านายไม่ใช่แค่ไม่เป็นภาระ แต่ยังประเสมือนพระโพธิสัตว์มีชีวิต เทพเจ้าแห่งโชคลาภ เป็นเหมือนพ่อแม่ผู้ให้ชีวิตใหม่แก่พวกเขาอีกครั้ง
ลู่ชิงเสวี่ยกวาดสายตาเย็นชามองพี่หลานกับคนอื่น ๆ ก่อนจะทอดสายตาจากที่สูงลงมาบนใบหน้าของเซินอู้เฉียว ความเกลียดชังเย็นเยียบปรากฏขึ้นในดวงตา
“เซินอู้เฉียว พ่อฉันอยากเจอเธอ ทางที่ดีเธอไล่หมาสองสามตัวข้าง ๆ ให้ไสหัวไปซะ ฉันจะไว้ชีวิตพวกมัน”
“เขาอยากเจอฉันหรือ? แต่ฉันไม่อยากเจอเขานี่!” เซินอู้เฉียวพูดตรง ๆ
ในความทรงจำของเธอ ตั้งแต่เด็กจนโต เซินเฮ่อหมิงแทบไม่เคยทำดีกับเธอ เขาไม่ชอบเธอ ไม่ชอบพี่ชายคนโตกับพี่ชายคนรอง ลำเอียงรักแต่น้องชายเท่านั้น
เขามักใช้กฎระเบียบอันเข้มงวดกำหนดมาตรฐานให้พวกเธอ พอมีอะไรไม่ถูกใจนิดหน่อยก็ลงไม้ลงมือกับพี่ชายทั้งสอง โดยเฉพาะพี่ชายคนโตที่ดื้อรั้นไม่ยอมอ่อนข้อ จึงโดนตีอยู่ไม่น้อย
แม้เธอจะโดนตีน้อยกว่า แต่ถูกกักบริเวณและลงโทษให้คุกเข่าก็เป็นเรื่องปกติ
