“เงื่อนไขของพวกคุณฟังดูไม่เลว แต่พวกคุณอยากได้อะไรจากฉันกันแน่ ยังไม่ได้พูดเลยนี่”
เซินอู้เฉียวไม่เชื่อหรอกว่าพวกนายทุนจะทำความดีด้วยความหวังดีล้วน ๆ
เหลียงปินหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง ดึงเนกไทให้เข้าที่ รอยยิ้มยังคงเดิม “ฐานที่มั่นรับรองความปลอดภัย ที่พักอาศัย และลูกค้าให้คุณ เพราะฉะนั้นรายได้จากร้านของคุณต้องแบ่งให้ฐานที่มั่นครึ่งหนึ่ง ยุติธรรมดีใช่ไหม?”
เซินอู้เฉียวฟังแล้วขมวดคิ้ว ยุติธรรมบ้าบออะไรกัน?
“แต่สิ่งที่นายพูดมา ฉันมีครบอยู่แล้วนี่!” เธอนับนิ้ว “ทั้งความปลอดภัย ที่พักอาศัย แล้วก็ลูกค้า ฐานที่มั่นของพวกนายมีคนแค่ห้าหมื่นคน เขตเอามีแค่สองพันคน ให้ฉันเข้าไปค้าขายกับคนสองพันคน จะทำกำไรได้สักเท่าไรกัน? แล้วยังต้องแบ่งกำไรครึ่งหนึ่งให้พวกนายอีก?”
“ฉันบ้าหรือพวกนายบ้ากันแน่?”
ขมับของเหลียงปินกระตุก ความโกรธที่เขากำหมัดสะกดกลั้นไว้ทำให้ดวงตาแดงก่ำ “งั้นก็หมายความว่า คุณปฏิเสธสินะ”
“แน่นอน ถึงฉันจะไม่ฉลาด แต่ก็ยังไม่โง่ถึงขนาดนั้น ฐานที่มั่นน่ะฉันไม่เข้าไปหรอก”
เหลียงปินกระแทกกำปั้นลงบนเคาน์เตอร์ แววตาดุดันฉายชัด
“แต่คุณเปิดร้านอยู่ในเขตลาดตระเวนของฐานที่มั่นเราแบบนี้ ไม่แสดงน้ำใจอะไรสักนิดก็แล้วไป ยังแจกยากำจัดมลพิษฟรีอีก คุณรู้ไหมว่าการกระทำแบบนี้หมายถึงอะไร?”
เซินอู้เฉียวไม่ยอมรับความโกรธของเขาไว้กับตัว ยิ้มตอบว่า “รู้สิ! หมายความว่ามนุษย์อีกหลายคนจะมีโอกาสรอดชีวิต”
“คุณกำลังสร้างความวุ่นวาย! ถ้าฐานที่มั่นเกิดความวุ่นวายขึ้นมา คุณก็คือคนบาป!” เหลียงปินครองตำแหน่งสูงมานานในวันสิ้นโลก นิสัยใจดีจอมปลอมของเขาพังทลายลงตรงนั้น
เซินอู้เฉียวยิ้มอย่างไร้พิษภัย แต่คำพูดที่เอ่ยออกมากลับฟาดหน้าอีกฝ่ายจนชา “งั้นพวกคุณก็เลิกใช้ยากำจัดมลพิษมาบีบบังคับคนธรรมดาทางอ้อม ให้ทำงานเสี่ยงชีวิตแลกทรัพยากรให้พวกผู้มีอำนาจอย่างพวกคุณสิ”
