ซูหมิงเทียนเร่งรุดกลับมายังจวนเวยหย่วนโหวอย่างร้อนรน
ซู่เหยาช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก เขาต้องนำเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ไปบอกคนในครอบครัว ให้พวกเขาได้ระวังตัวกันไว้บ้าง จะได้ไม่ถูกเซวียซื่อจื่อหาเรื่อง
กลับมาถึง เขามิได้ตรงไปสวนชุนจิ่ง หากแต่กลับไปยังเรือนของตนก่อน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
ทั้งตัวเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำลายม้า กลิ่นสาบนั้นทำให้เขารู้สึกรังเกียจยิ่งนัก
เขาถึงขั้นรู้สึกว่า ตอนม้าสีตาลแดงผสมพันธุ์ ของเหลวต้องติดเปื้อนมาที่ร่างเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นตัวเขาจะมีกลิ่นเหม็นสาปเช่นนี้ได้อย่างไร
สวนชุนจิ่ง
ซูหมิงจูยังคงร่ำไห้ฟ้องอยู่ตรงหน้าหว่านซื่อ
“ท่านแม่ สกุลลั่วช่างเกินไปจริง ๆ อายุปูนนี้แล้ว ยังนอนร่วมผ้าห่มผืนเดียวกับสามีอีก ไร้ยางอายสิ้นดี!”
“อีลั่วซินสวะนั่นยิ่งน่าชังนัก สกุลลั่วใจลำเอียง สิ่งใดก็เข้าข้างลั่วซินไปหมด!”
“สกุลลั่วยังว่า บุตรหัวปีจากอนุภรรยาเกิดจากท้องลั่วซิน เป็นเพราะข้าไร้ความสามารถ”
“ถ้าสกุลลั่วไม่เอ่ยปากขอขมาต่อหน้าข้าเอง ข้าไม่มีทางกลับไปเด็ดขาด”
ซูหมิงจูกำลังร่ำไห้ฟ้องอย่างได้อารมณ์ ทันใดนั้น เสียงของซู่เหยาก็ดังขึ้นที่หน้าประตู “น้องหมิงจู หากเจ้าไม่กลับไป เกรงว่าบุตรหัวปีจากอนุภรรยาจะคลอดจากท้องลั่วซินเป็นแน่แล้ว”
ซูหมิงจูเงยหน้ามอง ก็เห็นซู่เหยานำคนเจ็ดแปดคนปรากฏตัวที่หน้าประตู
“คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหยวนเป็นคนที่น้องอุตส่าห์แย่งชิงไปจากข้าอย่างยากลำบาก ยังไม่ทันได้นานเท่าไหร่ ก็เกิดเรื่องวุ่นวายถึงเพียงนี้ ช่างน่าหัวร่อเสียนี่กระไร”
หว่านซื่อเห็นซู่เหยาแล้วก็ใจปั่นป่วน ด่าทอด้วยโทสะ “ใครกล้าหัวร่อ?!”
“ในจวนเวยหย่วนโหวนี้ ใครกล้าหัวเราะเยาะหมิงจูของข้า?!”
