เจียงเหวินเยว่ยิ้มพลางตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่ออกมาแต่เช้า เลยคุยกับพี่ชุนเถาสองสามคำ”
นางย้อนถามเหมยกุ้ยว่า “ทำไมถึงคิดเช่นนั้นล่ะ? พวกเราไม่ได้เข้าจวนมาพร้อมกันหรือ?”
เหมยกุ้ยอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าเห็นมีแค่เจ้าที่เรียกพี่ชุนเถา ก็เลยนึกว่า...พวกเจ้ารู้จักกันมาก่อนแล้ว”
“นางอายุมากกว่าพวกเรา ไม่เรียกพี่แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะ?”
เจียงเหวินเยว่ทำสีหน้าฉงน ก่อนพูดต่อว่า “พวกเราต่างก็เพิ่งเข้าจวน จะเรียกชื่อกันตรง ๆ ก็คงไม่เหมาะกระมัง”
สาวใช้ตัวน้อยทั้งหลายได้ฟังแล้วต่างก็เห็นด้วย
สี่เชวี่ยพูดยิ้ม ๆ ว่า “ไม่ใช่แค่เหวินเยว่หรอก ข้าก็เรียกเหมือนกันนี่นา ท่านแม่บอกว่า ถ้าอายุมากกว่าข้าและยังไม่มีผมหงอก ก็เรียกพี่ไว้ก่อน พูดจาไพเราะหน่อยย่อมไม่เสียหายหรอก~”
เหมยกุ้ยเถียงไม่ออก
ซิ่วเยว่พลันมองนางแล้วพูดเสียงเย็นว่า “ถามเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? สงสัยหรือว่าเหวินเยว่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคนในจวน?”
เหมยกุ้ยใจหาย รีบส่ายหน้ารัว ๆ “ข้าเปล่า ข้าแค่ถามไปอย่างนั้นเอง”
พูดจบนางก็เพิ่งนึกได้ จึงถลึงตามองซิ่วเยว่อย่างขุ่นเคือง “เจ้าจะดุไปทำไม? ข้าไม่ได้ถามเจ้าเสียหน่อย!”
ซิ่วเยว่หัวเราะเยาะเบา ๆ “ในห้องมีคนตั้งมากมาย มีแต่เจ้าที่ถามซักไซ้ไม่หยุด ตั้งแต่ตอนเลือกเตียงก็แอบจ้องเหวินเยว่ตลอด ตากลอกไปมาไม่หยุด คิดว่าคนอื่นดูไม่ออกหรือว่าเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมแค่ไหน?”
ใบหน้าของเหมยกุ้ยแดงก่ำขึ้นมาทันที
สี่เชวี่ยกับสาวใช้ตัวน้อยคนอื่น ๆ ต่างก็ตกตะลึง
นี่...นี่ใช่ซิ่วเยว่ที่เงียบขรึมเหมือนน้ำเต้าปิดปากจริงหรือ? ทำไมนางถึงดุขนาดนี้?!
เหมยกุ้ยก็ไหวพริบดี น้ำตาคลอขึ้นมาทันที “เจ้าพูดกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร... ข้าแค่สงสัยเท่านั้น คนอื่นก็เห็นเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงหาว่าข้ามีเล่ห์เหลี่ยมอยู่คนเดียว?” พูดไปพูดมา นางก็สะอื้นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
