สาวน้อยเจ็บจนตัวสั่นระริก ดวงตารูปเมล็ดซิ่งแสนงามเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
หญิงวัยกลางคนกระชากผมไปพลางด่าพึมพำไปพลาง ท่าทางหยาบกระด้างอย่างยิ่ง ดูก็รู้ว่าจงใจกลั่นแกล้ง
มามาเฉินขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ “ป้าฟ่าน อยู่ดี ๆ จะพาลใส่สาวน้อยไปทำไม?”
ป้าฟ่านขึ้นเสียงอย่างดุดัน “ข้าพาลอะไร? นางขยับไปมาแบบนี้ ถ้าข้าไม่ดึงไว้แล้วจะสางได้อย่างไร?”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ดึงไปเถอะ ดึงจนหัวล้านขึ้นมา พรุ่งนี้แม่นมสวี่ที่มาสอนกฎระเบียบมาเห็น เจ้าก็ไปอธิบายเองแล้วกัน” มามาเฉินกล่าวเสียงเย็น ไม่คิดโต้เถียงกับนางอีก ก่อนหันไปพูดกับเจียงเหวินเยว่ “เจ้าเข้าไปอาบก่อน ข้างในมีคนอยู่”
“ขอบคุณเจ้าค่ะมามา”
เจียงเหวินเยว่เอ่ยขอบคุณเสียงเบา ไม่ได้มองต่อ แล้วหันหลังเดินเข้าห้องไป
เห็นได้ชัดว่าป้าฟ่านเองก็เกรงกลัวแม่นมสวี่ สีหน้าจึงยิ่งบึ้งตึง นางใช้หวีสางไข่เหาออกอย่างลวก ๆ ไม่กี่ครั้ง แล้วตัดผมจนสั้นยาวไม่เท่ากัน ก่อนผลักสาวน้อยออกไปด้วยสีหน้ารำคาญ
“คนต่อไป!”
ท่าทางดุร้ายราวกับปีศาจเช่นนี้ ทำให้สาวน้อยคนอื่น ๆ ไม่กล้าเข้าไปหาอีก ต่างพากันเบียดไปทางมามาเฉิน กลัวว่าจะโดนหางเลข
ป้าฟ่านเห็นเช่นนั้นกลับยิ่งได้ใจ นางกอดอกนั่งลงข้าง ๆ แล้วเหลือบมองคนอื่นด้วยหางตา
สาวน้อยผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นก็ไม่กล้าปริปาก ได้แต่ก้มหน้ากลั้นน้ำตาเดินไปทางห้อง หางตาเหลือบเห็นใบหน้าแหลมคมของป้าฟ่าน จึงจดจำไว้ในใจเงียบ ๆ
เมื่อเจียงเหวินเยว่เข้าไปในห้อง ถึงได้รู้ว่าข้างในเป็นห้องอาบน้ำ
ไอน้ำร้อนลอยอวล อบอุ่นกว่าข้างนอกมาก ภายในวางถังอาบน้ำไว้หลายใบ ข้าง ๆ มีสบู่ ถั่วอาบน้ำ และแปรงขนละเอียด รวมทั้งหญิงวัยกลางคนร่างกำยำสองคนที่คอยขัดตัวให้
คงเป็นเพราะกลัวว่าสาวใช้น้อยอย่างพวกนางจะอาบไม่สะอาด แล้วพาสิ่งสกปรกจากข้างนอกเข้าไปด้วย
เจียงเหวินเยว่ทำตามคำสั่ง ถอดเสื้อผ้าแล้วแช่น้ำร้อน ล้างผมจนสะอาด จากนั้นหญิงวัยกลางคนร่างกำยำก็ถือแปรงขนละเอียดกับผ้าหยาบมาขัดตัวนางอย่างแรง ขัดเอาคราบสกปรกและผิวหนังที่ตายแล้วออกจนหมด
เจียงเหวินเยว่ทนเจ็บ ไม่ส่งเสียงสักแอะ
นางไม่ได้อาบน้ำมานานเกือบสามเดือน แม้แต่ตัวนางเองยังรู้สึกว่าร่างกายเหม็นอับ ถ้าได้ขัดให้สะอาดหมดจดเสียทีก็ดีที่สุดแล้ว
สาวน้อยตาแดงก่ำเดินตามเข้ามา หญิงวัยกลางคนร่างกำยำอีกคนเรียกนางไปอาบน้ำ
เมื่อเห็นผมของนางที่สั้นยาวไม่เท่ากัน หญิงวัยกลางคนก็เบ้ปากพึมพำ “ยายแก่ฟ่านก่อเรื่องอีกแล้ว ตัดผมเสียเหมือนโดนหมาแทะ”
สาวน้อยเม้มปากแน่น
เจียงเหวินเยว่เองก็ไม่ได้พูดอะไร
ทั้งสองถูกขัดจนตัวแดงไปหมด ในที่สุดก็อาบน้ำเสร็จ
“บนตู้มีเสื้อผ้าสะอาด หยิบไปใส่เอง หวีผมให้เรียบร้อยแล้วออกทางประตูข้าง ไปลงชื่อกับผู้ดูแล”
หญิงวัยกลางคนร่างกำยำพูดจบก็ไปจัดการสาวใช้คนอื่นต่อ ไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนน้ำให้
เจียงเหวินเยว่แอบดีใจที่ได้อาบก่อน นางเดินเข้าไปด้านใน เห็นเสื้อผ้าผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสะอาดพับวางเป็นตั้ง ๆ อยู่บนตู้ ทั้งรองเท้าและถุงเท้าก็เป็นของใหม่ ถาดข้าง ๆ มีเชือกผูกผมสีเรียบวางอยู่หลายเส้น พร้อมหวีไม้สองสามอัน
เจียงเหวินเยว่ลองจับดู ก็รู้ว่าเป็นผ้าฝ้ายใหม่เนื้อหนา สวมแล้วอุ่นสบาย
เมื่อก่อนตอนท่านแม่ตัดเสื้อกันหนาวให้นาง ก็ใช้ผ้าแบบนี้เหมือนกัน
นางลูบผ้าด้วยความคิดถึง ก่อนหยิบชุดหนึ่งมาสวม เช็ดผมให้แห้งแล้วหวีจนเรียบร้อย จากนั้นใช้เชือกผูกผมมัดเป็นมวยคู่แบบง่าย ๆ
ก่อนออกไป นางเหลือบเห็นเด็กหญิงที่เข้ามาพร้อมกันหลบอยู่ตรงมุมห้อง สวมเสื้อผ้าชุดใหม่และกำลังพยายามมัดผมอย่างทุลักทุเล
ผมของนางถูกป้าฟ่านจงใจตัดเสียจนแหว่ง ปลายผมสั้นยาวไม่เท่ากัน หวีแล้วหลุดง่าย ดูยุ่งเหยิงไปหมด
เจียงเหวินเยว่เห็นนางพยายามอยู่นาน ใบหน้าแดงก่ำแต่ก็ยังหวีไม่เสร็จ แถมโมโหและรีบร้อนจนกระชากผมหลุดไปหลายเส้น จึงเตือนว่า “ถักผมที่สั้น ๆ เป็นเปียเล็ก ๆ แล้วมัดรวมกับผมส่วนอื่น ก็จะไม่ยุ่งแล้ว”
สาวน้อยชะงักแล้วหันมา ดูท่าทางเหมือนไม่รู้จะหวีอย่างไร
“ข้าช่วยเจ้าเอง”
เจียงเหวินเยว่ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เดินไปหยิบหวีไม้มา หวีผมให้เรียบแล้วถักเป็นเปียตะขาบเล็ก ๆ สองข้าง สอดผมสั้นยาวไม่เท่ากันเข้าไปจนหมด ก่อนใช้เชือกผูกผมมัดเป็นมวยคู่แบบเดียวกับของตน
สาวน้อยยื่นมือแตะผม พอรู้ว่ามัดได้เรียบร้อยก็ถอนหายใจโล่งอก แววตาที่มองเจียงเหวินเยว่มีความซาบซึ้งเพิ่มขึ้น
“ขอบคุณนะ…”
“เรื่องเล็กน้อยเอง” เจียงเหวินเยว่ไม่ได้ใส่ใจ
นางไม่รู้จักเด็กหญิงคนนี้ จำได้เพียงว่าเป็นคนที่หน้าตาดีที่สุดในบรรดาคนที่เข้าจวนวันนี้ น่าเสียดายที่โชคไม่ดี เพิ่งเข้าจวนมาก็ต้องเจอเรื่องร้ายเสียแล้ว
สาวใช้ชั้นล่างที่เพิ่งเข้าจวนอย่างพวกนาง ก่อนจะตั้งหลักได้มั่นคง ใคร ๆ ก็รังแกได้ทั้งนั้น
พวกนางทำได้เพียงอดทนไปก่อน
เจียงเหวินเยว่เดินออกประตูข้างพร้อมกับนาง เห็นผู้ดูแลกับสาวใช้อีกคนยืนอยู่ด้านนอก บนโต๊ะมีสมุดรายชื่อ พู่กัน และแท่นฝนหมึกวางอยู่
“ชื่ออะไร อายุเท่าไรแล้ว?” ผู้ดูแลเห็นเจียงเหวินเยว่เดินเข้ามา ก็จรดพู่กันเตรียมลงชื่อ
“เจียงเหวินเยว่ อายุเจ็ดขวบเจ้าค่ะ”
ผู้ดูแลได้ยินแล้วเงยหน้ามองนาง “เมื่อเข้าจวนเซี่ยแล้ว ชีวิตและทรัพย์สินก็เป็นของนายท่าน จะพูดถึงแซ่เดิมไปทำไม บอกแค่ชื่อก็พอ”
เจียงเหวินเยว่กล่าวอย่างนอบน้อม “ขอบคุณผู้ดูแลที่เตือน ข้าจำไว้แล้วเจ้าค่ะ”
ผู้ดูแลพยักหน้า จุ่มพู่กันลงในหมึกแล้วถามอีกว่า “รู้ไหมว่าชื่อเขียนอย่างไร?”
“เหวินที่แปลว่าอักษร กับเยว่ที่มีตัวหวังอยู่ข้างบนและตัวเยว่ด้านล่างเจ้าค่ะ”
ผู้ดูแลแปลกใจเล็กน้อย “เจ้าอ่านหนังสือออกด้วยหรือ?”
สาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างหลังเจียงเหวินเยว่แอบมองนางแวบหนึ่ง
เจียงเหวินเยว่ตอบเสียงนอบน้อม “รู้จักตัวอักษรอยู่ไม่กี่ตัว เขียนชื่อตัวเองได้เจ้าค่ะ”
ผู้ดูแลในจวนส่วนมากไม่ได้มีความรู้สูงนัก นางเองก็ไม่อยากอวดความสามารถมากเกินไป กลัวจะเป็นที่สะดุดตา
“อ่านออกเขียนได้ก็ดีแล้ว ดีกว่าคนไม่รู้หนังสือ”
ผู้ดูแลพูดพลางเขียนลงในสมุดรายชื่อว่า “เหวินเยว่ อายุเจ็ดขวบ เข้าจวนช่วงปลายเดือนสิบ ปีที่สามแห่งรัชศกหย่งชาง”
เมื่อบันทึกเสร็จ สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็กวักมือเรียกให้นางเข้าไปหา ใบหน้ากลมเล็กมีรอยยิ้ม “ข้าชื่อชุนเถา เป็นสาวใช้ชั้นสองที่คอยช่วยแม่นมสวี่ผู้รับผิดชอบสอนกฎระเบียบให้พวกเจ้า พอลงทะเบียนกันครบแล้ว ข้าจะพาพวกเจ้าไปจัดที่พัก”
“เจ้าค่ะ พี่ชุนเถา” เจียงเหวินเยว่ยิ้มอย่างเขินอาย
ชุนเถาเห็นใบหน้านางขาวผ่องนุ่มนวล เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็มีเลือดฝาดระเรื่อ ผมมัดเป็นมวยคู่ พอยิ้มแล้วดูว่านอนสอนง่าย จึงอดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มนางเบา ๆ
ชุนเถายิ้มเย้า “เด็กคนนี้ปากหวานเสียจริง ข้าแก่กว่าเจ้าห้าปี เรียกพี่ก็เหมาะแล้ว”
เจียงเหวินเยว่ยิ้มอย่างเขินอายอีกครั้ง แต่ในใจกำลังคิดว่า
เพิ่งอายุสิบสองเอง ถ้าอยู่ยุคปัจจุบันก็คงยังเป็นนักเรียนมัธยมต้น แต่ที่นี่กลับเริ่มทำงานดูแลคนอื่นแล้ว
— ลัทธิศักดินาช่างเลวร้ายจริง ๆ!
สาวน้อยอีกคนกำลังลงชื่ออยู่ต่อหน้าผู้ดูแล
ผู้ดูแลถามนางว่าชื่ออะไร นางตอบเสียงเบามาก แต่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเจียงเหวินเยว่กับผู้ดูแลไปหมดแล้ว
“ข้าไม่มีชื่อจริง ท่านพ่อบอกว่าข้าเกิดจากแม่หมา เลยเรียกข้าว่าหย่าหย่า…”
ชุนเถอมองนางอย่างตกตะลึง
ผู้ดูแลกลับไม่แปลกใจ “ชื่อนี้หยาบคาย ไม่ควรให้เจ้านายได้ยิน ตอนนี้เจ้าเข้าจวนแล้ว ตั้งชื่อใหม่เสีย”
สาวน้อยทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที ในหมู่บ้าน เด็กสาวจากครอบครัวยากจนมักได้ชื่อหยาบ ๆ แบบนี้ นางไม่เคยเรียนหนังสือ จึงไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อใหม่อย่างไร
นางแอบมองเจียงเหวินเยว่ แล้วถามเสียงเบาว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้าชื่อเสี่ยวเยว่ได้ไหม?”
ผู้ดูแลมองนางแวบหนึ่ง พลางพูดพลางจรดพู่กัน “มีคนใช้ชื่อนี้แล้ว ข้าจะเปลี่ยนให้เจ้าเป็นซิ่วเยว่ พวกเจ้าสองคนเข้ามาพร้อมกัน ชื่อคล้ายกันหน่อยก็จำง่ายดี”
พูดจบก็เขียนลงไปทันทีว่า “ซิ่วเยว่ อายุแปดขวบ”
ซิ่วเยว่ผู้ได้ชื่อใหม่ก้มหน้าเดินเข้ามา ชุนเถาเป็นคนอุปนิสัยดี จึงปลอบนางว่า “เจ้าหน้าตางดงาม ชื่อนี้ตั้งได้เหมาะจริง ๆ ข้างกายฮูหยินมีสาวใช้คนสนิทชื่อชุนเยว่ ฟังดูแล้วพวกเจ้าก็เหมือนพี่น้องกัน นับว่ามีวาสนาต่อกันนะ”
ในจวนมีสาวใช้มากมาย ชื่อที่พอจะตั้งได้มีจำกัด ทั้งยังต้องหลีกเลี่ยงชื่อที่พ้องกับเจ้านายหรือมีความหมายไม่เป็นมงคล ชื่อคล้ายกันจึงเป็นเรื่องปกติมาก
ชื่อของชุนเถาเองก็คล้ายกับชุนเยว่ แต่ทั้งสองมีตำแหน่งต่างกัน
บางทีอาจเป็นเพราะความเกี่ยวข้องนี้ ตอนเอ่ยถึงชุนเยว่ สาวใช้คนสนิทผู้นั้น น้ำเสียงของชุนเถาจึงฟังดูสนิทสนมอยู่บ้าง
จวนตระกูลใหญ่มีผู้คนซับซ้อน ความสัมพันธ์วกวนไปหมด
บางครั้งสาวใช้ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสนใจ อาจเป็นบ่าวที่เกิดและเติบโตในจวน หรือไม่ก็เป็นลูกบุญธรรมของผู้ดูแลคนใดคนหนึ่ง หากไม่รู้ภูมิหลังของอีกฝ่ายแล้วไปล่วงเกินโดยไม่คิดให้ดี ก็อาจพลาดท่าได้ง่าย
คนที่เพิ่งถูกซื้อเข้าจวนอย่างพวกนาง ไม่มีภูมิหลังและไม่มีเส้นสาย ป้าฟ่านถึงกล้ารังแกอย่างไม่เกรงใจเช่นนี้
