ระหว่างที่เจียงเหวินเยว่พูดคุยกับแม่เฒ่าหวัง เจียงฉงซานก็ยืนอยู่ที่เดิม จ้องมองลูกสาวไม่กะพริบตา
ราวกับกลัวว่าเพียงเผลอสายตาไปชั่วครู่ ลูกสาวจะหายไปเสียอย่างนั้น
สี่เชวี่ยกับท่านปู่เฝิงยืนรออยู่ข้าง ๆ พอเห็นภาพตรงหน้า ในใจก็อดอิจฉาขึ้นมาไม่ได้ ตอนบิดาของนางยังมีชีวิตอยู่ก็รักและเอ็นดูนางเช่นกัน หากไม่จากไปเพราะไข้หวัดเสียก่อน บางทีเขาก็คงเป็นเช่นนี้กระมัง?
เจียงเหวินเยว่พูดคุยกับแม่เฒ่าหวังเสร็จแล้วเดินกลับมา เจียงฉงซานก็รีบก้าวเข้าไปหา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เขาถามว่า “เยว่เอ๋อร์ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ข้าคุยกับแม่เฒ่าหวังเรียบร้อยแล้ว”
เจียงเหวินเยว่เงยหน้าขึ้นยิ้มปลอบใจเขา
“แค่ครู่เดียว ข้าจะกินลูกสาวเจ้าลงไปได้หรือไร?”
แม่เฒ่าหวังเดินตามหลังมา พูดอย่างหงุดหงิดว่า “ตอนนี้ก็เจอลูกสาวเจ้าแล้ว ต่อไปอย่ามายืนขวางหน้าประตูบ้านข้าอีก ข้าเห็นหน้าเจ้าแล้วเบื่อเต็มที”
เจียงฉงซานมีสีหน้ากระอักกระอ่วน รีบประสานมือคำนับติด ๆ กัน “ขออภัยจริง ๆ เป็นข้าที่สร้างความลำบากให้...”
“พอ ๆ ไม่ต้องทำแบบนี้!” แม่เฒ่าหวังโบกมืออย่างปวดหัว “รีบไปกันเสียที ต่อไปอย่ามาวนเวียนให้ข้าเห็นหน้าอีก”
เจียงเหวินเยว่ดึงแขนเสื้อบิดาเบา ๆ “ท่านพ่อ คนแถวนี้เยอะ เราไปหาที่อื่นคุยกันเถิดเจ้าค่ะ”
เจียงฉงซานย่อมไม่ปฏิเสธ
เขาเดินตามลูกสาวไปถึงหน้ารถม้า แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าลูกสาวลงมาจากรถม้า ในใจจึงพลันกระวนกระวายขึ้นมา
ไม่รู้ว่าเยว่เอ๋อร์ถูกขายให้บ้านไหนกันแน่? ไฉนเพียงไม่กี่เดือนก็ได้นั่งรถม้าเดินทางแล้ว?
เจียงเหวินเยว่ก้มเสียงบอกให้สี่เชวี่ยขึ้นรถก่อน แล้วจึงกล่าวกับท่านปู่เฝิงอย่างเกรงใจ “ท่านปู่เฝิง ต้องรบกวนท่านแล้ว ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะบังเอิญมาเจอท่านพ่อที่นี่...”
