“เหวินเยว่ กลับมาแล้วหรือ”
ชิงหลัวเงยหน้าขึ้นเห็นว่าเป็นนาง จึงเอ่ยทักด้วยเสียงอู้อี้ปนสะอื้น
ซู่หยุนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถือเข็มเล่มเล็กอยู่ในมือ พอได้ยินก็ยิ้มอย่างจนใจ “จะมีเรื่องอะไรได้ล่ะ ก็แค่วันนี้ชิงหลัวตามพี่เหวินซิ่งไปเรียนชงชา จนมือพองเป็นตุ่มน้ำหลายจุด นางกลัวเจ็บแต่ก็ไม่กล้าเจาะเอง เลยดึงดันให้ข้าช่วย พอข้ายังไม่ทันลงมือ น้ำตาก็ร่วงเผาะเสียแล้ว”
“ข้าก็ไม่อยากเป็นแบบนี้หรอก แต่ข้าห้ามตัวเองไม่ได้...”
ชิงหลัวเม้มปากอย่างหงอย ๆ น้ำตาคลออยู่ในเบ้าตาอีกครั้ง สูดจมูกฟุดฟิดไม่หยุด
คราวนี้เจียงเหวินเยว่ถึงเพิ่งเห็นว่าซู่หยุนกำลังจับมือข้างหนึ่งของนางอยู่ ปลายนิ้วกับหลังมือแดงเถือกเพราะถูกลวก มีตุ่มพองขนาดต่างกันผุดขึ้นหลายจุด พอแสงเทียนส่องก็วาวระยับ
ซู่หยุนใช้มือขวาคีบเข็มเย็บผ้าเล่มเล็ก ปลายเข็มแตะเปลวเทียนครู่หนึ่ง ก่อนจะเจาะตุ่มน้ำอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นใช้ผ้าฝ้ายชุบน้ำสะอาดเช็ดน้ำที่ขังอยู่ แล้วทาน้ำมันหอมที่ซื้อมาจากครัวใหญ่เล็กน้อย ก็ถือว่าจัดการเรียบร้อย
ปี้เหวินซึ่งนั่งอยู่อีกฟากของโต๊ะกลมก็กำลังทำแบบเดียวกัน
แต่นางไม่กลัวเจ็บเหมือนชิงหลัว จึงเจาะตุ่มน้ำเอง เพียงขมวดคิ้วอดทนเอาไว้
เจียงเหวินเยว่ถอนหายใจโล่งอก “ข้านึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเสียอีก ร้องไห้จนตาแดงไปหมด” จากนั้นก็มองตุ่มน้ำบนมือของทั้งคู่ ขมวดคิ้วน้อย ๆ “โดนลวกหนักเหมือนกันนะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ชงชาที่ไหนจะไม่โดนน้ำร้อนลวกบ้าง? ข้าเตรียมน้ำไว้ที่ลานด้านนอกแล้ว ประเดี๋ยวแช่มือสักหน่อยก็หาย”
ปี้เหวินไม่ใส่ใจนัก
นางกับชิงหลัวตามพี่เหวินซิ่ง ทำหน้าที่ดูแลห้องชากับห้องเลี้ยงดอกไม้และนก
นอกจากต้องเรียนรู้การแยกแยะใบชาราคาแพงชนิดต่าง ๆ แล้ว ยังต้องฝึกชงชาและรินชา น้ำเดือดจัดที่เทลงในถ้วยกระเบื้องบางร้อนลวกมืออย่างยิ่ง เด็กสาวมือยังนุ่มนิ่ม จะมีตุ่มน้ำขึ้นสักหลายตุ่มก็เป็นเรื่องปกติ
