“รู้แล้ว ข้าจะเขียน...อย่าดึงข้าสิ!”
ซิ่วเยว่เองก็ตื่นเต้นอยู่บ้าง พอถูกความกระตือรือร้นของสี่เชวี่ยพาให้พลอยคึกคักไปด้วย จึงได้แต่ยื่นมือออกไปเขียนตัวเดิมสามตัวลงบนพื้นข้าง ๆ
ลายมือของทั้งคู่ค่อนข้างบิดเบี้ยว เขียนออกมาไม่เรียบร้อยเท่าของเจียงเหวินเยว่ แต่ถึงอย่างไรก็เขียนเป็นแล้ว
เจียงเหวินเยว่ไม่ได้พูดให้พวกนางเสียกำลังใจ กลับยิ้มพลางบอกว่า “แบบนี้แหละ ต่อไปข้าสอนพวกเจ้าเขียนตัวไหน ก็ต้องฝึกเขียนเองด้วย ขอแค่ตั้งใจจดจำให้ดี ก็ไม่มีอะไรที่เรียนไม่เป็นหรอก”
นางพูดต่อว่า
“ต่อไปข้าจะสอนพวกเจ้าวันละสิบตัว นอกจากต้องจำวิธีอ่านแล้ว กลับไปยังต้องเขียนซ้ำ ๆ ด้วย หากไม่มีพู่กันกับกระดาษ ก็เขียนบนพื้น หรือใช้น้ำเขียนบนโต๊ะ ฝึกเขียนขีดต่าง ๆ ซ้ำไปเรื่อย ๆ จนจำตัวอักษรเหล่านั้นได้ขึ้นใจ”
สมัยโบราณไม่มีพินอิน การเรียนอ่านเขียนจึงอาศัยการท่องจำล้วน ๆ วิธีการเรียบง่ายไม่ซับซ้อน
ตัวอักษรสามตัวที่เจียงเหวินเยว่สอนวันนี้ ล้วนเป็นตัวที่เขียนง่ายที่สุดและไม่มีรูปตัวเต็ม
ตัวอักษรในแคว้นต้าโจวส่วนใหญ่เป็นตัวเต็ม ยิ่งเขียนก็ยิ่งซับซ้อนและยาก
เจียงเหวินเยว่แอบเก็บเรื่องนี้ไว้ ไม่ได้บอกพวกนาง กลับให้กำลังใจว่า “เรียนวันละสิบตัว ร้อยวันก็อ่านคัมภีร์อักษรพันตัวจบหนึ่งเล่มแล้ว แค่นั้นก็พอให้พวกเจ้าใช้ได้แล้ว หากยังอยากเรียนต่อ ข้าจะสอนคัมภีร์ร้อยแซ่กับคัมภีร์สามอักษรให้ หนังสือสามเล่มนี้เป็นตำราที่ทุกคนต้องเรียนตอนเริ่มต้น”
หนังสือทั้งสามเล่มเรียกรวมกันว่า “สามร้อยพัน” เป็นตำราเริ่มต้นสำหรับเด็กที่คนสมัยก่อนใช้กันทั่วไป
หลังจากเจียงเหวินเยว่ได้เกิดใหม่ นางก็เคยอ้อนวอนให้บิดามารดาซื้อหนังสือชุดหนึ่งมาให้ เพื่อเทียบเคียงเวลาเรียนรู้ตัวอักษร และท่องจำได้หมดนานแล้ว
