สี่เชวี่ยงุนงงอยู่บ้าง นางยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เจียงเหวินเยว่ส่ายหน้า “ยังไม่ถึงกับทำร้ายข้าหรอก อย่างไรชุ่ยโม่ก็เป็นสาวใช้ชั้นหนึ่ง นิสัยเข้าหายาก หากนางคาดคั้นถาม เหมยกุ้ยก็ไม่กล้าไม่พูด”
ซิ่วเยว่ขุ่นเคือง “เจ้าหาข้อแก้ตัวให้นางทำไม? ทั้งที่รู้ว่าชุ่ยโม่ไม่ได้หวังดี ยังเอาเรื่องของเจ้าไปบอกนาง นี่ไม่เรียกว่าทำร้ายแล้วจะเรียกว่าอะไร?”
เจียงเหวินเยว่เอ่ยอย่างใจเย็น “ถึงนางไม่พูด ชุ่ยโม่ก็มีวิธีอื่นที่จะรู้ได้ เหมยกุ้ยแค่คิดปกป้องตัวเองเท่านั้น”
“คิดปกป้องตัวเองด้วยการผลักเจ้าออกไปรับเคราะห์หรือ?”
ซิ่วเยว่หัวเราะเยาะอย่างอดไม่ไหว “อย่างน้อยก็เคยอยู่ด้วยกันมาตั้งหลายเดือน เจ้าเองก็ไม่ได้ทำให้นางขุ่นเคือง แล้วนางยังลอบแทงข้างหลังเจ้าได้อย่างมีเหตุผลหรือ? ถึงกับมีหน้ามาให้ชุ่ยเอ๋อร์เอาคำพูดมาบอกเจ้า บอกว่าไม่ได้ตั้งใจอะไรนั่น ข้าว่านางกำลังหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองมากกว่า”
คิดว่าฝากคนมาบอกสักคำก็เท่ากับเตือนแล้ว จะลบล้างการแทงข้างหลังของตัวเองได้หรือ?
ช่างวางแผนมาอย่างดีจริง ๆ!
ซิ่วเยว่โกรธจนอกกระเพื่อม นางเอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า “ถ้านางไม่รู้สึกผิด แล้วทำไมไม่มาพูดกับเจ้าด้วยตัวเอง? กลับลากชุ่ยเอ๋อร์ที่ไม่รู้อะไรด้วยเข้ามา คิดว่าคนอื่นโง่กันหมด มองไม่ออกหรือว่านางกำลังคิดคำนวณอะไรอยู่?”
เจียงเหวินเยว่ชะงักไป ก่อนจะรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา
สีหน้าของนางกลับอ่อนโยนลง แล้วเอ่ยปลอบว่า “อย่าโมโหขนาดนั้นเลย พวกเราก็รู้จักนิสัยของเหมยกุ้ยกันมานานแล้ว ไม่คุ้มที่จะไปโกรธนางหรอก”
“เวลาแบบนี้เจ้ายังใจกว้างได้อีกหรือ?” ซิ่วเยว่เบิกตากว้างมองนางอย่างไม่อยากเชื่อ “นางเอาเจ้าไปขายให้ชุ่ยโม่แล้ว หากชุ่ยโม่มาหาเรื่องเจ้าทีหลัง เจ้าจะทำอย่างไร? จะยืนรอให้นางรังแกอย่างนั้นหรือ?”
