เดินมาถึงป่าแอปริคอต ท้องฟ้าก็เริ่มสางพอดี
เจียงเหวินเยว่ไปถึงจุดนัดพบที่ตกลงกันไว้เป็นประจำ พอเห็นว่าสี่เชวี่ยกับคนอื่น ๆ ยังมาไม่ถึง จึงหาที่นั่งหลบลมบนก้อนหิน นางประคองกระบอกไม้ไผ่อุ่น ๆ ไว้ในมือ จิบชาไปพลางรอไปพลาง
ราวครึ่งถ้วยชาผ่านไป ฟ้าค่อย ๆ สว่างขึ้น กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางเรือนหน่วนเซียงอู๋
เจียงเหวินเยว่หันไปมองตามเสียง แล้วได้ยินซิ่วเยว่พูดอย่างไม่สบอารมณ์
“...เมื่อคืนบอกให้รีบนอนก็ไม่ยอมฟัง นอนพลิกไปพลิกมาบนเตียง ตื่นเต้นจนหลับไม่ลง สุดท้ายก็เลยตื่นสายใช่ไหมล่ะ?”
สี่เชวี่ยตอบเสียงน้อยใจอยู่หน่อย ๆ “ข้านอนไม่หลับนี่นา”
“เหวินเยว่คงรอพวกเราอยู่ รีบไปกันเถอะ” ซิ่วเยว่เร่ง
สิ้นเสียง ร่างของทั้งสองที่เดินมาอย่างรีบร้อนก็ปรากฏขึ้นตรงอีกฟากของป่าแอปริคอต พอเห็นเจียงเหวินเยว่นั่งประคองกระบอกไม้ไผ่อยู่บนก้อนหิน ทั้งคู่ก็รีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหา
สี่เชวี่ยรีบขอโทษ “ขอโทษนะเหวินเยว่ ข้าตื่นสายไปหน่อย รอนานหรือยัง?”
“ไม่นานหรอก ตอนนี้เพิ่งฟ้าสางเอง”
เจียงเหวินเยว่เห็นเหงื่อผุดเต็มหน้าผากของสี่เชวี่ยตั้งแต่เช้า จึงลุกขึ้นยื่นกระบอกไม้ไผ่สองกระบอกที่ชงชาไว้แล้วให้พลางยิ้มตาหยี “พวกเจ้ามาได้จังหวะพอดี ชากำลังดื่มได้เลย ดื่มตอนเช้าหอมชื่นใจ ทั้งยังช่วยให้สดชื่นด้วย”
ดวงตาสี่เชวี่ยเป็นประกาย นางรับไปอย่างดีใจ “เจ้าคิดเผื่อไว้รอบคอบจริง ๆ”
ซิ่วเยว่แปลกใจเล็กน้อย “มีส่วนของข้าด้วยหรือ?” นางเปิดฝากระบอกไม้ไผ่ กลิ่นชาดำหอมกรุ่นปนกลิ่นน้ำผึ้งดอกไม้ลอยออกมา ทำให้นางสดชื่นขึ้นทันตา “ชาหอมจัง นี่เตรียมไว้ให้คุณหนูหรือ?”
“อืม ข้ากับสี่เชวี่ยจะรีบออกจากจวนแต่เช้า คิดว่าเจ้าคงมาส่งพวกเรา เลยชงเผื่อไว้อีกกระบอก” เจียงเหวินเยว่ยิ้มตอบ