เป่าหลัวยิ้มพลางถอนหายใจเบา ๆ แล้วยกมือลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงเจือความรู้สึกบางอย่าง
“คนรับใช้อย่างพวกเรา แม้จะมอบชีวิตและทรัพย์สินให้เจ้านายไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากซอกหินเสียหน่อย เลือดเนื้อทั้งร่างล้วนได้มาจากพ่อแม่ จะให้ไม่คิดถึงพวกเขาเลยได้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงเจ้าที่ถูกซื้อเข้ามาจากข้างนอก ต่อให้เป็นบ่าวที่เกิดและเติบโตในจวนนี้ ใครบ้างไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง จะบอกว่าเข้ามาทำงานในจวนแล้วตัดขาดจากครอบครัวเดิมไปเลยก็คงไม่ได้”
เจียงเหวินเยว่ฟังเงียบ ๆ ไม่ได้พูดอะไร
เป่าหลัวกล่าวต่อ “แคว้นต้าโจวของเราปกครองด้วยหลักกตัญญู จวนกั๋วกงสกุลเซี่ยเองก็เป็นตระกูลที่ทั้งภักดีและกตัญญู แม้แต่เจ้านายก็ย่อมไม่พูดว่าผิด หากรู้ว่าบ่าวไพร่คิดถึงพ่อแม่ด้วยใจที่กตัญญู ขอเพียงไม่ทำให้งานสำคัญเสียหาย ใครจะตำหนิเจ้าได้ล่ะ”
“ขอบคุณพี่สาวที่เข้าใจเจ้าค่ะ” เจียงเหวินเยว่เอ่ยเสียงเบา
เป่าหลัวยิ้ม แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คำขอของเจ้าไม่ใช่เรื่องยาก รอให้พ้นช่วงงานยุ่งนี้ไปก่อน หากเจ้าเรียนรู้งานต่าง ๆ จากเหวินฉานได้เร็ว ข้าจะอนุญาตให้เจ้าลาเพิ่มอีกวัน จะได้รีบตามหาครอบครัวให้พบ จะได้ไม่ต้องเอาแต่กังวลจนกระทบงาน”
ดวงตาเจียงเหวินเยว่เป็นประกาย แก้มมีสีแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น นางรีบคำนับแล้วกล่าว “ขอบคุณพี่สาวเป่าหลัว ข้าจะตั้งใจเรียนงานจากพี่เหวินฉานให้ดี ไม่เกินสิบวัน ข้าต้องทำงานคล่องแน่นอนเจ้าค่ะ!”
แววขบขันในดวงตาเป่าหลัวเข้มขึ้น นางหยอกเย้า “มั่นใจขนาดนั้นเชียวหรือ งานที่เหวินฉานรับผิดชอบไม่ใช่เรื่องง่าย หากเจ้าเรียนจนคล่องได้ในสิบวัน ก็นับว่าฉลาดและขยันทีเดียว”
