เจียงเหวินเยว่ไม่เข้าใจว่าทำไม จึงลองชิมอย่างตั้งใจ ก่อนวิจารณ์ตามจริงว่า “ขนมชั้นกรอบหอมเค็ม ขนมถั่วเนื้อเนียนนุ่ม ขนมดอกไม้หวานแต่ไม่เลี่ยน ข้าว่าอร่อยทุกอย่างเลย”
สีหน้าคาดหวังของชิงหลัวพลันห่อเหี่ยวลง นางมองเจียงเหวินเยว่ด้วยแววตาน้อยใจอยู่บ้าง
เจียงเหวินเยว่ทำหน้างุนงง “เป็นอะไรไปหรือ...?”
ปี้เหวินหลุดหัวเราะพรืด ก่อนจะลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างดีใจ แล้วยื่นมือออกมาจากผ้าห่ม “ข้าชนะแล้ว รีบจ่ายเงินมา!”
ชิงหลัวทุบเตียงอย่างขัดใจ “น่าโมโหจริง ๆ!”
ซู่หยุนยกมือกุมขมับ หัวเราะไม่หยุด พอเห็นเจียงเหวินเยวี่ยังงุนงงหนักกว่าเดิม นางจึงกลั้นยิ้มอธิบายว่า “ชิงหลัวกินขนมชั้นกรอบไม่เป็น แต่ปี้เหวินชอบมาก ทั้งสองเลยเถียงกันอยู่สองสามคำ ชิงหลัวจึงบอกว่าจะเอาเจ้าเป็นเดิมพัน ถ้าเจ้ากลับมาชิมแล้วบอกว่าไม่อร่อย นางก็ชนะ ถ้าบอกว่าอร่อย ปี้เหวินก็ชนะ พวกนางเดิมพันกันห้าเหรียญทองแดง ส่วนข้าเป็นกรรมการ”
“...” เจียงเหวินเยว่ทั้งขำทั้งจนใจ จึงตำหนิว่า “พวกเจ้าว่างกันจริง ๆ เรื่องแบบนี้ก็ยังเอามาเดิมพันกันได้”
ปี้เหวินยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “อย่างไรก็เป็นข้าที่ชนะ รีบควักเหรียญทองแดงมาให้ข้าเร็วเข้า!”
ชิงหลัวหยิบเหรียญทองแดงห้าเหรียญออกมาอย่างหงอย ๆ แล้วโยนให้ปี้เหวิน จากนั้นก็หันมามองเจียงเหวินเยว่ด้วยแววตาน้อยใจยิ่งกว่าเดิม “มีขนมตั้งสามอย่าง เจ้าบอกมาแค่อย่างเดียวก็ได้แท้ ๆ แต่กลับบอกว่าอร่อยหมดทุกอย่าง ถ้าเลือกสักอย่างก็คงดี”
ตอนที่นางถามยังแอบเล่นลูกไม้เล็กน้อย ใครจะรู้ว่าเจียงเหวินเยว่จะตอบไม่เหมือนที่คิดไว้เลย
เจียงเหวินเยว่เลิกคิ้วอย่างขบขัน “นี่แหละคือบทเรียนว่า ถ้าไม่มีอะไรทำก็อย่าไปเดิมพัน พวกชอบพนันน่ะมีแต่แพ้!”
