เมื่อเย่ลั่วกลับถึงเรือนพักตระกูลเย่ ก็ล่วงเข้าช่วงใกล้รุ่งแล้ว
ภายในลานเงียบสงัด ไฟในห้องพักดับสนิท เห็นได้ชัดว่าชิงหลัวกับสองพี่น้องอวี๋เฟยหยางเข้านอนกันหมดแล้ว
เย่ลั่วไม่ได้เข้าไปรบกวน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหาตำแหน่งเหมาะสมสำหรับวางค่ายกลรวมวิญญาณได้แล้ว เขาก็โทรศัพท์หาหลิงเลี่ยทันที
หลังจากสอบถามกันอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ได้รู้ว่าหลิงเลี่ยรวบรวมวัตถุดิบสำหรับวางค่ายกลรวมวิญญาณได้ครบแล้ว เพียงแต่บังเอิญได้เบาะแสเกี่ยวกับหินวิญญาณ จึงทำให้กำหนดกลับล่าช้าออกไป
ตามที่หลิงเลี่ยเล่า เขาพบคนขายหินวิญญาณสามก้อนอยู่ในตลาดมืด กำลังจะเข้าไปถามราคาอยู่แล้ว กลับมีชายชราสวมหน้ากากคนหนึ่งชิงซื้อไปเสียก่อน เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังปราณของอีกฝ่ายลึกล้ำ หลิงเลี่ยจึงไม่กล้าแย่งชิงอย่างบุ่มบ่าม ได้แต่แอบตามไปเงียบ ๆ เพื่อสืบให้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
เย่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
หินวิญญาณสามก้อน สำหรับเขาแล้วมีค่าเพียงน้อยนิด กระทั่งจะช่วยให้หลิงเลี่ยทะลวงถึงขั้นฝึกปราณระดับสองได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ หากต้องให้หลิงเลี่ยเสี่ยงอันตรายเพราะเรื่องนี้ ย่อมไม่คุ้มค่า เขาจึงบอกให้อีกฝ่ายรีบกลับมาในคืนนี้
ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ก็ทำให้เย่ลั่วฉุกคิดขึ้นมาได้
เขาหยิบหินวิญญาณระดับล่างก้อนสุดท้ายที่ตั้งใจเก็บไว้ให้เสี่ยวหรูใช้ทะลวงขั้นออกจากแหวนเก็บของ แล้วใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปไว้หลายภาพ ก่อนส่งแยกไปให้ลู่หว่านหลิง จินไห่ชาง และหลิวฮุ่ยซาน ขอให้ช่วยตามหาของที่คล้ายกัน
ส่วนทั้งสามคนจะเก็บหินวิญญาณไว้เองหรือไม่ เขาไม่ได้กังวล คนที่ไม่ได้บำเพ็ญเซียนย่อมไม่เข้าใจสรรพคุณอันน่าอัศจรรย์ของหินวิญญาณ พวกเขาอาจมองมันเป็นเพียงอัญมณีที่ช่วยให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย เช่นเดียวกับตระกูลไป๋แห่งเยี่ยจิง
