เชิงเขาทางเหนือของภูเขาชิงเฟิง มีหมู่บ้านจัดสรรวิลล่าตั้งอยู่อย่างเงียบสงบท่ามกลางแนวพฤกษาเขียวขจี มีชื่อว่า ‘ชิงเฟิงหย่าจู้’
สิ่งปลูกสร้างที่นี่ไม่มีหลังไหนซ้ำกัน แต่ละหลังล้วนมีทิวทัศน์เป็นของตนเอง
บางหลังเป็นวิลล่าสมัยใหม่ เส้นสายเฉียบคม ผนังกระจกปกคลุมทั่วทั้งอาคาร เปล่งประกายระยิบระยับท่ามกลางราตรี
บางหลังเป็นเรือนลานแบบจีน ผนังขาวกระเบื้องดำ ชายคายกงอน ท่ามกลางเงาไผ่โปร่งบางเผยกลิ่นอายสงบงามราวบทกวี
ถนนคดเคี้ยวขึ้นเขาที่มุ่งสู่หมู่บ้านวิลล่าทอดตัวราวสายคาด สองข้างทางมีดอกไม้และต้นไม้ที่คนสวนตัดแต่งอย่างประณีต เขียวชอุ่มไม่โรยราแม้ฤดูใด เมื่อขับไปตามถนนก็ราวกับกำลังท่องไปในภาพวาด ทุกครั้งที่เลี้ยวก็พบเจอทิวทัศน์ต่างกัน
ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนร่ำรวยหรือมีอำนาจ สถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนคำประกาศฐานะและบารมีโดยไม่ต้องเอ่ย ทุกอณูบ่งบอกรสนิยมและกำลังทรัพย์ของเจ้าของ
เมื่อเย่ลั่วและคณะอีกสามคนเดินทางมาถึง ไป๋มู่เสวี่ยก็มารออยู่หน้าลานเรือนแบบจีนหลังหนึ่งแล้ว
เธอยืนอยู่เพียงลำพัง ชายแขนเสื้อสีขาวสะอาดพลิ้วไหวตามสายลมอ่อน ราวดอกแมกโนเลียหยกขาวที่เพิ่งแย้มบาน ยิ่งดูงดงามโดดเด่นท่ามกลางราตรี
“หมอเทวดาเย่!”
เมื่อเห็นทั้งสามลงจากรถ ไป๋มู่เสวี่ยก็รีบเดินเข้าไปหา ใบหน้ายิ้มละไม ท่วงท่ายังคงสุภาพนอบน้อมอย่างพอดี กิริยาเปี่ยมด้วยความสง่างามของคุณหนูตระกูลใหญ่
เย่ลั่วยิ้มพลางประสานมือคารวะตอบ “ต้องให้คุณไป๋รอนานแล้ว ผมเกรงใจจริง ๆ”
“หมอเทวดาเย่กล่าวเกินไปแล้ว ฉันเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน” ไป๋มู่เสวี่ยยิ้มบาง ๆ ก่อนผายมือให้พวกเขามองเรือนด้านหลัง
